วันอังคาร, มีนาคม 14, 2549

ปล่อยวางถั่วในมือท่าน

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า... 

จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง 

 

 

เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง 

ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด 

มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด 

 

จนกลายเป็นว่ากะปิถึงจะร้าย ก็ไม่ร้ายเท่าความเกลียดกะปิ 

ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ 

หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก 

 

 

สิ่งที่เราเกลียดนั้น บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจเรา 

ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว 

 

แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น 

 

นอกจากความอยากผลักไสแล้ว ความยึดติดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน 

 

 

 

กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที 

 

ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน 

เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง 

 

โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้ 

ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ 

วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว 

แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้ 

ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้ 

เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว สุดท้ายก็ถูกคนจับได้ 

 

ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า

เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น มันก็เอาตัวรอดได้ 

แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก 

 

มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้ จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น 

เวลาประสบปัญหา เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย 

แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด 

 

ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ 

บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น 

หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว 

 

ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง 

 

ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

 

ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว.

 


วันอาทิตย์, มีนาคม 05, 2549

เทคนิค canon powershot A80 การทำ SNAP MODE

การทำให้เป็นกล้องทันใจ เล็งแล้วถ่าย

ทำไมต้องมี SNAP MODE
เพื่อใช้เวลาต้องการถ่ายภาพเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนต่อเนื่อง ไม่อยากเสียเวลาเสี้ยววินาทีให้กล้องโฟกัส
มีเวลาเล็งกล้องไม่มากนัก แถมยังประหยัดแบตปิดจอถ่าย เพราะเน้นเล็งจากช่องมองก็พอแล้ว กล้องไม่ต้องทำการปรับโฟกัส

วิธีทำ
1. เปิดกล้อง ในโหมดเตรียมถ่าย เลือกโหมด P
2.กด "FUNC" เพื่อกำหนดค่าต่างๆ ตามถนัด กด "FUNC" อีกครั้ง
3. เลือกซูม แบบมุมกว้างให้สุด
4. กดปุ่ม MENU ไปที่ "Set up" ไปที่ Distance Units เลือก "m/cm" กดปุ่ม MENUอีกครั้ง เพื่อออกจากเมนู
5. กด Macro / MF สองครั้ง เพื่อใช้โหมด MF (Manual Focus)
6. เลื่อน กดปุ่มไปทางลูกศรขวามือ จนได้ระยะที่ 5 เมตร แล้ว กดไปทางซ้าย 1 ครั้ง จะได้ระยะที่ต่ำกว่า 5 เมตร นิดหน่อย
7. กดปุ่ม "SET" เพื่อ ล็อคโฟกัส
8. กดปุ่ม "MENU" อีกครั้ง เพื่อไปที่ "Rec. Menu" แล้วกด "UP" 1 ครั้ง จะไปที่ "C Save Settings".
9. กดปุ่ม "Set" เลือกเอาว่า จะเซฟเปน C1 รึ C2 แล้ว กด set อีกครั้ง
10. เสร็จแล้วครับ เวลาจะใช้งาน ก้อเลือก C1 รึ 2 ตามที่ตั้งไว้ เล็งนิ่งๆแล้วก็ถ่ายได้เลยครับ

ตัวอย่างการตั้ง FUNC C1 ควรปรับตามประสบการณ์ของแต่ละคนครับ
- 1/3 EV
Auto White Balance
ISO 50
Continuous Drive Mode
Vivid Off
Evaluative Metering Evaluative Metering
Superfine 2272 x 1704
AiAF off
~Manually Focused @ 5 meters. (ลดลง 1 คลิ้ก ประมาณ 3.59 เมตร)

(F2.8 เปิดหน้ากล้องกว้างสุด 7.8mm ซูมมุมกว้างสุด สองอันนี้ไม่ควรปรับครับ เดี๋ยวไม่เปนไปตามสูตร )


ทำไมต้องตั้งโฟกัสไปที่ 5 เมตรแล้วลดมา 1 คลิ้ก
ตามที่อ่านมานั้นในกล้อง A80 หากเราตั้งระยะจุดโฟกัสที่ประมาณ 3.59 เมตร ที่ F2.8 เปิดหน้ากล้องกว้างสุดและ7.8mm ซูมมุมกว้างสุด จะทำให้ เกิดระยะชัดลึก ตั้งแต่ 1.89 เมตร ไปถึงระยะอนันต์ ครับ

ข้อควรระวัง ควรอยู่ห่างจาก วัตถุที่ถ่ายประมาณ 2 เมตรขึ้นไปครับ เพื่อให้อยู่ในระยะชัด

อ้างอิงจากhttp://albert.achtung.com/cameras/A80/index7.html#SNAP

ปล. ผมได้ลองทดลองใช้ดูแล้วครับ ผลยังไม่แน่นอน ท่านอื่นหากเอาไปลองทำแล้วลองแนะนำมานะครับ ขอบคุณครับ


วันศุกร์, มีนาคม 03, 2549

แอปเปิ้ลปลายยอด

 
เดิมทีสำนวนสำหรับผู้หญิง(สูงวัย)และโสด เคยใช้กันติดปากว่า...."ขึ้นคาน"...หลังจากอ่านเรื่องนี้จบ คงต้องเปลี่ยนเป็น........"แอปเปิ้ลปลายยอด".... ดูดีทีเดียวเนอะ...คนไม่พยายามก็มักจะเอื้อมไม่ถึงกัน คุณผู้ชายทั้งหลายโปรดเปลี่ยนแนวคิดใหม่นะคะ...

ใครหนอช่างคิดเสียจริง..คงโดนเรียกว่าขึ้นคานจนทนไม่ได้...

ผู้หญิงก็เหมือนลูกแอปเปิ้ล

Woman are like apples on trees. The best ones are at the top of the tree.
ผู้หญิงก็เหมือนแอปเปิ้ลบนต้นไม้นั่นแหละ ลูกที่ดีที่สุดจะอยู่สูงที่สุด

The men don't want to reach for the good ones because they are afraid of falling and getting hurt.
พวกผู้ชายที่ไม่อยากหยิบลูกดีๆ ก็เพราะกลัวจะตกและเจ็บตัว

Instead, they just get the rotten apples from the ground that aren't as good, but easy.
ก็เลยหันมาเก็บลูกเน่าๆ ที่หล่นอยู่บนพื้นแทน ไม่ดีแต่ง่าย

So the apples at the top think so! mething is wrong with them, when in reality, THEY'RE amazing.
แอปเปิ้ลสูงส่งด้านบนก็เลยคิดว่าชั้นมีอะไรไม่ดีเหรอ ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว พวกหล่อนออกจะดี เลิศ

They just have to wait for the right man to come along, the one who's brave enough to climb all the way to the top of the tree.
ก็แค่ต้องรอคอย ผู้ชายที่ใช่เท่านั้นแหละ ใครคนนั้นที่กล้าพอจะปีนสู่ยอดไม้มาเก็บเราไป

YOU'RE A GOOD APPLE. SHARE THIS WITH OTHER WOMEN WHO ARE GOOD APPLES, EVEN THOSE WHO HAVE ALREADY BEEN PICKED.
สาวโสดทั้งหลาย เธอน่ะเป็นแอปเปิ้ลที่ดีต่างหาก (ไม่ใช่ไม่มีใครเอา)

ส่งต่อไปนะจ้ะถึงผู้หญิงที่ ถูกเก็บไปแล้วด้วย

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 27, 2549

กาแฟ หรือ ถ้วยกาแฟ?

วันหนึ่ง
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งน็อตเทรอะดามกลุ่มหนึ่งกลับไปเยี่ยมสถาบัน
ไม่ช้าวงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียดในเรื่องการทำงานและปัญหาชีวิต

แล้วอาจารย์ก็เสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า
อาจารย์เดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ บ้างเป็นถ้วยกระเบื้อง
บ้างเป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว โดยบางใบเป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา
บางใบสวยวิจิตรสูงค่า อาจารย์บอกให้ลูกศิษย์แต่ละคนจัดการการดื่มกาแฟร้อนๆ
กันเอาเอง และเมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคนแล้ว
อาจารย์ก็กล่าวว่า

ลองสังเกตุดูกันหรือเปล่าว่า ถ้วยสวยๆ แพงๆ
ถูกเลือกไปหมดเหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก
เป็นเรื่องปกตินะที่พวกเราต่างก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ซึ่งนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายแหล่ในชีวิต

ในขณะที่สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงแล้วคือกาแฟไม่ใช่ถ้วยกาแฟ
แต่จิตสำนึกกลับนำพาเราไปเลือกที่ถ้วยและมิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ
อีกด้วย

หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคมก็คือถ้วยใส่กาแฟ
มันเป็นเพียงเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา
มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป

บางครั้ง.........การมัวไปเพ่งเล็งที่ถ้วยใส่กาแฟก็ทำให้เราลืมที่จะใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ

เมื่อเช้านี้ถ้วยกาแฟ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ กาแฟของคุณรสชาติเป็นยังไง?

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 25, 2549

"วิธีสลัดเรื่องไร้สาระออกจากใจ"

 Don't Sweat the Small Stuff

บทความที่นำมาเสนอจากหนังสือเรื่อง Don't Sweat the
Small Stuff แต่งโดย  Richard Carlson  (แปลโดยใครไม่ยู้)
                 
ผู้แต่งเชื่อว่านิสัยเกิดจากการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งครั้งแล้วครั้งเล่า
                 
นิสัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองตามสภาวะธรรมชาติและเกิดขึ้นบ่อยครั้งเสียจนเราไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งผิดปกติหรือเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข
                 
แต่หารู้ไม่ว่านิสัยที่ไม่ดีของเราเหล่านี้จะเป็นตัวบั่นทอนพลังชีวิต  ทำให้เราหมดกำลังใจ และทำให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
ดังนั้นผู้แต่งจึงชี้ให้เห็นถึงนิสัยที่ไม่ดีและมิจฉาทิฏฐิที่ควรแก้ไข ดังนี้
 
 
 
1. ความคิดที่ว่าเมื่อประสบปัญหาต้องรีบแก้ไขทันที
                  ในช่วงที่ประสบปัญหาจิตใจจะวกวนสับสน เครียด อึดอัด มึนงง
                  เศร้าสลดหดหู่ไม่ควรที่จะขบคิดแก้ไขปัญหาใด ๆ เพราะยิ่งคิดยิ่งมึนงง
                  มองไม่เห็นทางออก หรือถ้าคิดออกความคิดที่ได้ก็ไม่เฉียบคม
วิธีแก้ หยุดคิด ทำใจให้สบาย ๆ ปล่อยวาง เมื่อจิตใจสงบจึงค่อยเริ่มแก้ไขปัญหา
แก้ไขปัญหาที่พอจะแก้ไขได้ก่อน
ปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังยากที่จะแก้ไขได้โดยทันที
ก็ให้ค่อย ๆแก้ไขไปทีละเปลาะสองเปลาะ
เมื่อปัญหาลดน้อยลงจะทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น
ปัญหาที่ยากย่อมต้องใช้เวลา ความพยายาม ความอดทน
และความต่อเนื่องเป็นธรรมดา

จงยอมรับความเป็นจริงทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเรา
คิดถึงเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น(Worst case scenario)
แล้วทำใจยอมรับให้ได้ เมื่อนั้นจิตใจจะสงบ
                 
และในความเป็นจริงมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดไว้ก็ได้
จะทำให้เรายิ่งมีกำลังใจที่จะขบคิดแก้ไขปัญหาต่อไป
 


2. หงุดหงิดรำคาญใจ ทุกสิ่งทุกอย่างขัดหูขัดตาไปหมด
ไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย
                  บุคคลที่มีความคิดประเภทนี้จะมีจิตใจคับแคบ ไม่รู้จักให้อภัยผู้อื่น
                  เอาตนเองเป็นที่ตั้ง ชี้ถูกชี้ผิดอยู่ตลอดเวลา
                  นิดหนึ่งก็ไม่ได้นิดหนึ่งก็ไม่ยอม จิตใจร้อนรุ่ม หาความสุขไม่ได้
                  ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรืออยากทำงานด้วย มีศัตรูเต็มไปหมด
                 
สุขภาพเสื่อมโทรมโรคภัยรุมเร้าเพราะมีความเครียดอยู่ตลอดเวลา
                 
วิธีแก้รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
ไม่มีใครสามารถทำตามใจเราได้ทุกอย่าง
ทำอะไรก็ตามให้อยู่ในระดับกลาง ๆ พอดี ๆ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง
พูดจาให้นุ่มนวลอ่อนหวาน สบาย ๆ ไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย
เอาจริงเอาจังไปเสียทุกเรื่อง
 

3. บ้างาน คิดว่าตนเองมีงานล้นมือ
                  ทุกอย่างมีแต่ความรีบเร่งจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
                  คนที่รีบเร่งทำงานหลาย ๆ อย่างแต่ทำไม่เสร็จซักอย่าง งานส่วนใหญ่มักจะไม่มีสาระ
                  ไม่สำคัญ ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเพราะการรีบเร่งทำงานอยู่ตลอดเวลาจิตจะไม่ว่าง
                  กิริยาจะร้อนรน ขาดสติสัมปชัญญะ
                 
ขาดความระมัดระวังทำให้ไม่รู้ตัวว่าตนกำลังทำสิ่งที่ไร้สาระอยู่
                  เมื่อพลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
                  งานที่ออกมาก็ไม่มีประสิทธิภาพ
                 
เมื่อโดนตำหนิก็เกิดความเครียดทำให้ต้องรีบสร้างผลงานมากขึ้นเพื่อชดเชยความผิด
                  แต่ยิ่งรีบก็ยิ่งผิด วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด

                 
วิธีแก้เลือกทำในสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตถามตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำ
                  กำลังพูด และกำลังคิดอยู่นี้จะทำให้เรามีความสุขขึ้น เป็นคนดีมากขึ้น
                  มีสติปัญญามากขึ้น และมีเงินทองมากขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ก็ให้ตัดทิ้งเสียเช่น
                  การนินทาว่าร้ายเจ้านาย เป็นต้น ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะสิ่งต่าง ๆ
                  ที่ทำในปัจจุบันจะส่งผลไปยังอนาคตอย่างแน่นอน ให้บอกตนเองเสมอว่า
                  ในโลกนี้มีงานต่าง ๆ อีกมากมายทำเท่าไรก็ทำไม่หมดหรอก
                  ทำแต่สิ่งที่สำคัญเท่านั้นก็พอ
ให้ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่า                  ถึงแม้ว่าเราจะจากโลกนี้ไป
โลกมันก็ยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องมีตัวเรา
                  อย่าสำคัญตัวเองมากนัก หยุดทำงานทุกอย่าง นั่งสงบนิ่งดูลมหายใจ (อาณาปาณสติ)  สัก 15 นาที
เจริญมรณานุสติโดยการคิดว่าถ้าจะต้องตายในอีก 7 วันข้างหน้า  เราอยากทำสิ่งใดมากที่สุด
                 
(แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับบุคคลที่เป็นโทสะจริตเพราะมีมรณานุสติเป็นอารมณ์อยู่แล้ว)
 

 4. คิดเอาตนเองเป็นใหญ่และคิดอาฆาตแค้นพยาบาทคนอยู่ตลอดเวลา
                  ความคิดนี้เป็นความคิดในแง่ลบ (Negative thinking) ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนพลังชีวิตทำให้เราเป็นคนย้ำคิดย้ำทำและเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายโดยที่เราไม่รู้ตัว การกระทำ คำพูดและแววตาจะแสดงออกมาด้วยความก้าวร้าวรุนแรง
                 
 
วิธีแก้ให้ระมัดระวังความคิดในแง่ลบ  เมื่อมีความคิดเหล่านี้โผล่ขึ้นมาเองไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องคิดต่อ ให้เปลี่ยนเรื่องคิดทันที
                 
ให้หันมาคิดในแง่บวกแทนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกิดเองตามธรรมชาติจะต้องสร้างขึ้นมา
ทำใจยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความคิดที่เป็นอกุศลเช่น ความอิจฉาริษยา ความอาฆาตพยาบาท ความมีอัตตาตัวตน และความยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น
                  ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้รวมทั้งตัวเราเอง ทุกคนเท่าเทียมกันหมด
                  เราจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินผู้อื่นว่าถูกหรือผิด
                  หากเรายอมรับความเป็นจริงในข้อนี้ได้
                  เราจะรู้จักให้อภัยผู้อื่นและให้อภัยตัวเอง รู้จักสำรวมคำพูดและการกระทำมากขึ้นพยายามประคับประคองความคิดที่ดีให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 

5. คิดดูถูกผู้อื่น และชี้ถูกชี้ผิดอยู่ตลอดเวลา
                  ความคิดเหล่านี้จะทำให้เรามีจิตใจคับแคบ ไม่มีเมตตาต่อผู้อื่น
                  มีความเครียดเป็นอาจิณ วิธีแก้เอาใจเขามาใส่ใจเรา เลิกเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
                 
หัดเข้าใจความคิดและอารมณ์ของผู้อื่นว่าทำไมเขาถึงพูดหรือทำเช่นนั้น
                  และถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา
เราอาจจะทำแบบเดียวกับเขาก็ได้ เป็นต้น
                  ยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่คิดเหมือนกับเรา ดังนั้น
                  การมีความคิดที่ขัดแย้งกันย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
                  ไม่มีใครถูกใครผิดหัดฟังมากกว่าพูด สักแต่รู้สักแต่เห็น
                  รับรู้ทุกอย่างแต่อย่าคิดต่อ
                 
ไม่ต้องหาเหตุหาผลไปซะทุกเรื่องพิจารณาอารมณ์ของตนเองว่าในขณะนี้เราสุข ทุกข์
                  หรือเฉย ๆ เพื่อหยุดความคิดซึ่งป็นบ่อเกิดแห่งอัตตาตัวกูของกู
 
 
6. คิดเอาชนะผู้อื่น
                 
การโต้เถียงเอาชนะผู้อื่นเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช้เหตุ และยังเป็นการสร้างศัตรูโดยที่เราไม่รู้ตัว

                 
วิธีแก้พูดเท่าที่จำเป็นพูดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์
                  รู้จักปล่อยวางเสียบ้าง หัดฟังมากกว่าพูด และเอาใจเขามาใส่ใจเรา
                  พยายามประคับประคองจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ
                  หลีกเลี่ยงการโต้เถียงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
 

7. คิดทวงบุญคุณจากผู้อื่น
                  การทวงบุญคุณจะทำให้จิตใจคับแคบ เต็มไปด้วยความอึดอัด
ไม่พอใจ ลังเลสงสัย จิตใจสกปรกขุ่นมัวเพราะเป็นการทำดีเพื่อหวังผลตอบแทน
 
วิธีแก้ ช่วยเหลือโดยไม่ต้องคำนึงถึงผู้ให้ในที่นี้คือตัวเรานั่นเอง
                  ควรให้เพราะอยากช่วยเหลือไม่ต้องมีตัวเขาเราท่าน
                  ช่วยเหลือโดยไม่ต้องคำนึงถึงผู้รับ
                 
คนไหนพอช่วยได้ให้ช่วยไปเลยไม่ต้องจำกัดว่าช่วยเพราะเป็นญาติเรา
                  หรือช่วยเพราะเขาทำดีกับเรา เป็นต้น
ช่วยแล้วหันหลังกลับ ไม่หวังผลตอบแทน
 
 
8. คิดกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
                 
การคิดวิตกกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงจะทำให้จิตใจว้าวุ่น สับสน
                  เต็มไปด้วยความหวาดกลัว จิตใจล่องลอยไม่อยู่กับปัจจุบัน
                 
 
วิธีแก้ รู้เนื้อรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ทำแล้วเกิดผลอะไร
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด คิดโกรธเกลียดหมั่นไส้ผู้อื่น ความโกรธ เกลียด รำคาญ
                 
และไม่ชอบหน้าบุคคลที่เคยทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจเป็นนิสัยที่เกิดได้กับมนุษย์ทุกคน
                 
แต่เมื่อมีความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นในจิตใจเราควรระมัดระวังไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้า
 แววตา น้ำเสียง และการกระทำ นอกจากนั้น เราควรมองบุคคลเหล่านั้นในแง่บวกเช่น
                 
คนที่ตำหนิติเตียนเรานั้นอาจจะกำลังสอนให้เรารู้จักทำงานให้เป็นระเบียบมากขึ้น
                 
หรือคนนินทาว่าร้ายเรานั้นอาจจะกำลังสอนให้เรารู้จักวางตัว พูดเท่าที่จำเป็น
 เพราะเขารู้เรื่องของเราหมดจึงเอาไปคุยกันจนสนุกปาก เป็นต้น
 

9. คิดน้อยใจในโชคชะตาของตนเอง
การคิดน้อยใจในชะตากรรมของตัวเองเช่น เกิดมายากจน
รูปร่างไม่ดี หน้าตาไม่สวย เรียนหนังสือไม่เก่ง หรือทำอะไรก็สู้เขาไม่ได้ เป็นต้น
                 
การคิดเช่นนี้นอกจากจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจตัวเองแล้วยังทำให้ชีวิตจมปลักไม่ก้าวหน้าไปไหน เพราะมัวแต่ย้ำคิดย้ำทำแต่สิ่งเดิม ๆ

วิธีแก้ จงพอใจในสิ่งที่ตนมี และอย่าคิดเปรียบเทียบกับคนอื่น
ระลึกและจดจำในสิ่งดี ๆ ที่เราได้รับจากคนรอบข้าง
รู้จักและยอมรับตนเองทั้งจุดเด่นและจุดด้อย
                 
พัฒนาและใช้จุดเด่นของเราให้เป็นประโยชน์และปรับปรุงจุดด้อยหรือหาสิ่งอื่นมาทดแทน
                  เรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต
                  ลืมอดีตที่ขมขื่นเพื่อทำปัจจุบันให้ดีที่สุด คิดในแง่บวก
                  และพยายามประคับประคองจิตใจให้ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา
 

10. นิสัยมองโลกในแง่ร้ายและคิดว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว
                 
การคิดเช่นนี้จะยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดในแง่ลบให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ
                  มองความจริงไม่ตรงตามความเป็นจริง ปัญหาเล็ก ๆ
                  ก็ตีโพยตีพายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต จิตใจคับแคบ
                  หาความสุขไม่ได้เพราะจะคอยจับผิดผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
 
วิธีแก้คิดถึงประสบการณ์ดี ๆ
ที่เราได้รับจากคนรอบข้างเช่นคิดถึงบุคคลที่มีบุญคุณหรือมีน้ำใจกับเรา
เป็นต้นพยายามมองโลกในแง่บวก อย่าปล่อยให้จิตมันคิดเอง
 

11. คิดว่าโลกนี้มีแต่ปัญหาเต็มไปหมดแก้เท่าไรก็ไม่หมดเสียที
                 
การคิดเช่นนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วรังแต่จะเป็นตัวบ่อนทำลายกำลังใจของเราเองเสียอีก
 
 

วิธีแก้ ให้มองปัญหาเสมือนด่านทดสอบความอดทน
ตัวฝึกฝนทักษะในการแก้ปัญหาและเป็นแหล่งปัญญาที่หาไม่ได้จากในหนังสือ
                 
มองปัญหาในแง่บวกว่ามันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่ความหายนะจะเกิดขึ้นก็ได้    ปัญหาทำให้เราเห็นข้อบกพร่องที่เราอาจจะมองข้ามไป
มองปัญหาเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ อันไหนพอแก้ได้ก็ทำไปก่อน
                 
คิดในแง่บวกและตั้งจิตว่าจะประคับประคองจิตใจให้ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา
 

12. คิดว่าเราเก่งกว่าผู้อื่น ฉลาดกว่าผู้อื่น หรือร่ำรวยกว่าผู้อื่น
                 
ความคิดเช่นนี้จะส่งผลให้พฤติกรรมที่แสดงออกมาเต็มไปด้วยความหยิ่งยะโสโอหัง
                  อวดดี ถือตัว มองผู้อื่นด้วยสายตาดูถูกดูแคลน
วาจาจะรุนแรงและสามหาว
 บุคคลรอบข้างจะรังเกียจ หมั่นไส้ และอิจฉาริษยา ซึ่งเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว
วิธีแก้ ระมัดระวังคำพูด ความคิด และการกระทำ
ต้องมีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา หัดมองตัวเอง เลิกเปรียบเทียบกับผู้อื่นอยากวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น
 

13. การด่าทอ เหน็บแนม ประชดประชัน และวิพากษ์วิจารณ์
                  เป็นอกุศลวาจาที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้อื่น
                  ซึ่งเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนั้น
                  ความคิดเหล่านี้ยังเป็นที่มาของความโกรธ ความเกลียด
                  และความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจมนุษย์อีกด้วย

วิธีแก้   คิดก่อนพูดและไม่ต้องพูดทุกอย่างที่เราคิด
ถ้าพูดแล้วไม่สร้างสรรค์นิ่งเสียจะดีกว่า
เอาใจเขามาใส่ใจเราในโลกนี้ไม่มีใครชอบถูกวิพากษ์วิจารณ์แม้แต่ตัวเราเอง

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 20, 2549

อ่านแบ้งค์ 20 กันเถอะ


อยากให้"พวกท่านๆ" ทั้งหลายเหล่านั้นน่ะ ก้มมองแบ๊งค์20 ในมือซะบ้าง

สถานการณ์บ้านเมืองเรานับวันดูมันจะ ยังไงๆ ไปเรื่อยเปื่อย คนดูทีวีโทรทัศน์อย่างเราก็เหมือนเสพข่าวด้านเดียว (รึเปล่าไม่รู้) คุยกับคนบางคนก็เหมือนกับว่า "ชั้นอยู่ประเทศเดียวกันกับแกหรือเปล่า (วะ) " ก็เลยทำให้มันท้อๆ ยังไงไม่รู้ กลายเป็นพวกวิตกจริตไปเล็กน้อยว่าอนาคตลูกหลานดิฉันมันจะอยู่กันยังไงอะไรทำนองนั้น ก็อาจจะคิดมากไป อย่าว่ากันนะคะ

วันนี้ยืนรอซื้อข้าวอยู่ ก้มมองแบ๊งค์20 ในมือ ก็เจอพระราชดำรัสของในหลวงอานันทมหิดล ร.8 ของพวกเราแล้วก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นแปลกๆ

ก็เลยอยากจะให้ พวกท่านๆ ทั้งหลายที่กำอนาคตของชาติบ้านเมืองเอาไว้ในมือของท่านลองควักเอาแบ๊งค์เล็กๆ ค่าเพียง 20 บาทไทยนั้นขึ้นมาพลิกดูซะบ้าง  สำหรับดิฉันแล้วแบ๊งค์ 20 บาทนี้มันคงจะประเมินค่ามิได้เลยถ้าหากว่ามันสามารถทำให้การ "ขายประเทศชาติบ้านเมือง" ของเรานั้นยุติหรือบรรเทาเบาบางลงได้


http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A4116296/A4116296.html

อ่านใจจากการแอ๊คท่าถ่ายภาพ

เอามือกอดอก
คนที่ถ่ายรูป แล้วชอบเอามือกอดอก มักจะเป็นคนชอบเสี่ยง ชอบความท้าทาย และใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่ถ้ามีความรักและจะระมัดระวังตัวมาก จะพยายามทะนุถนอมความรักที่มี เป็นอย่างดี จึงทำให้สัมพันธภาพนั้นยืนยาว และมีความมั่นคง

นั่งไขว่ห้าง
คนคนนี้จะรักศักดิ์ศรีมากทีเดียว มีความซื่อสัตย์ และเป็นคนที่ค่อนข้างลึกลับ เอาใจใส่ และชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา คุณจะมองหาคำแนะนำดี ๆ ได้จากคนแบบนี้

ทำหน้าทะเล้นเด๋อด๋า
คนที่ชอบแอ็คท่าขี้เล่น เวลาถ่ายรูปเป็นคนที่ ค่อนข้างอ่อนไหว ขี้อาย แต่ขณะเดียวกันก็มีอารมณ์ขัน ชอบทำให้ผู้อื่นหัวเราะอยู่เสมอ จะไม่ชอบอยู่ท่ามกลาง คนแปลกหน้ามาก ๆ ถ้าให้เลือกได้ จะเลือกสนทนาปาร์ตี้อย่างอบอุ่น กับเพื่อนสนิทไม่กี่คนมากกว่า

วางมือไว้ที่หลังศรีษะ
ท่าแอ็คชั่นท่าพิเศษนี้ เป็นของคนที่ชอบสนุกสนาน ไม่แคร์อะไรทั้งนั้น ไม่ชอบพิธีการ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ชอบทำอะไรประหลาด ๆ ให้คนอื่นแปลกใจอยู่เสมอ เมื่อเวลามีทุกข์ หรือมีเรื่องไม่สบายใจ ก็จะขอคำแนะนำจากเพื่อน ยิ่งเป็นเพื่อนสนิทด้วยแล้ว จะปฎิบัติตามคำแนะนำนั้น อย่างเชื่ออกเชื่อใจทีเดียว

ชอบหันใบหน้าด้านข้าง เข้าหากล้อง
คนที่ชอบถ่ายรูป โดยเอาใบหน้าด้านข้างเข้าหากล้องนั้น เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น ไม่หวั่นที่จะแก้ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้น จะเผชิญหน้ากับอุปสรรคตลอดเวลา เก็บรักษาของเป็นอย่างดี และไม่ยอมเสียผลประโยชน์ ใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย

ยิ้มเห็นฟันนิดหน่อย
ถ้าชอบถ่ายรูปในลักษณะนี้ คือจะยิ้มกว้างอย่างเต็มที่ แต่จะโชว์ให้เห็นฟันเพียงเล็กน้อย แสดงว่าเป็นคนชอบเข้าสมาคม สังสรรค์กับผู้อื่น เข้ากับคนได้ง่าย เฉลียงฉลาดเฉียบแหลม และมักจะมีไอเดียดี ๆ ให้ผู้อื่นเสมอ

ถ่ายรูปทีไร เป็นได้ยิ้มกว้างทุกที
คนที่ถ่ายรูปแล้วชอบยิ้มโชว์ฟัน ทำท่าเริงร่าสุดขีดนั้น ที่จริงแล้ว เป็นคนที่ชอบเก็บงำความรู้สึก เมื่อมีปัญหาอะไร ก็ไม่อยากให้ใครมารับรู้ ช่วยแก้ปัญหาด้วย เรียกได้ว่าไม่อยากให้ผู้อื่นไม่สบายใจ ในเรื่องของตนเอง จะพยายามแก้ไขปัญหา อย่างสุดความสามารถด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าจะรู้สึกแย่สักแค่ไหนก็ตาม แต่ในทางกลับกัน ถ้าเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ ก็จะรีบเข้าไปช่วยทันที

เอามือจับที่คาง
ท่าแอ็คชั่นถ่ายรูปท่านี้ เป็นของคนที่มีอารมณ์ศิลปิน อ่อนไหว เมื่อชอบอะไรก็ตามจะทุ่มจนสุดตัว เมื่อรักใครก็รักสุดชีวิต และเมื่อเกลียดจะเกลียดแทบขาดใจ ถ้ามีเงินทองอยู่ในมือ ก็จะใช้จ่ายอย่างไม่เสียดาย ไม่มีการวางแผนไว้เผื่อวันข้างหน้า แต่ใช้ชีวิตวันนี้ให้คุ้มที่สุด

 

 

เอามาจากเมล์

 

อยากบอกว่า ...



คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน


ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น


" คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร


คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว....


ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "



โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง...


แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน



เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส


ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ


เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน


วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่า ทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส


สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้วอาจจะลืมไปว่า


ณ วันที่ผ่านมา" สาระ " ในชีวิตของเค้า คืออะไร


card image here


คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือ


คนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ฟูมฟายได้


เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า


" คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"



ก่อนที่วันนี้ .. คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ


อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา...


" คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า "



ครอบครัวไทย ... มักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก


คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง


แต่ความจริงแล้วผู้ชายและผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า


card image here


เพื่อนที่ดีที่สุด คือ


คนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันซักคำ


แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด



ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อน


เพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอกเค๊ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน


แต่ความจริงแล้ว...คุณเป็นตั้งเพื่อนต่างหาก



ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้ เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด


อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด





เงินไม่ใช่พระเจ้าแต่....ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น


มีสติ สตางค์อยู่...ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง

อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว



เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...


เวลาใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...


แต่..ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้าและเค้าก็รักเรา


เราจะผลัดกันตัวเล็ก ตัวใหญ่



วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ


อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาด้วย


"เอาไหล่ให้เค้าพิง เอามือให้เค้าจับ"


100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1 สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ




คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952 อาทิตย์เท่านั้น


คุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่า....


คุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635 อาทิตย์เท่านั้นเอง



ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี


แล้วคุณจะได้รู้ว่า......


เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก


คนในครอบครัวคุณมีความสุขกันขนาดไหน....



เอามาจากอีเมล์


วันศุกร์, มกราคม 27, 2549

กลอนโรงเรียน



เรือลำน้อยลอยโต้กระแสคลื่น

ทุกวันคืนฝ่าขวากความยากเข็ญ

"อุดมการ" คือหน้าที่ที่จำเป็น

หวังศิษย์เห็นค่านิยมความเป็นครู




เช้าขึ้นมาใส่หน้ากากเป็นยักษ์มาร

ทั้งอาจหาญถือไม้เรียวเดี่ยวหรือสอง

ให้เด็กกลัวเล่นใจเต้นเหมือนดั่งกลอง

เป็นมาตรของครูเก่าเฝ้าอบรม


สมัยฉันครูนั้นกลับเปลี่ยนไป

เป็นผู้ให้ผู้รับผลัดกันหา

ให้เด็กออกความเห็นเป็นเวลา

ช่วยนำพาก้าวสู่ประตูชัย




เด้กน้อยกระจ้อยจิต

ตัวนิดนิดน่าสงสาร

ผอมโซซี่โครงบาน

สู้ซมซานสู่โรงเรียน

นี่ละประชาบาล

วางพื้นฐานอ่านขีดเขียน

มากนายหน่ายวกเวียน

หมาตามเกวียนก็ดุจกัน



โรงเรียนเราเขาว่ามีเสรีภาพ

ฉันไม่ทราบเขาเอาไปไว้ที่ไหน

แล้วก็บอกว่ามีประชาธิปไตย

เอ๊ะนี่มันอยู่หนไหนใครบอกที



การศึกษาพาเยาวชนฉลาด

แต่ก็ขาดความเท่าเทียมในทุกที่

คนมีมากเรียนมาก ถ้าอยากมี

คนไม่มีเรียนน้อย ด้อยพัฒนา



เอาเหตุผลออกมาแจงแปลงเป็นเถียง

ว่าขึ้นเสียงเถียงครูมิรู้หาย

ยุคประชาธิปไตยที่บานปลาย

มันเป็นได้แค่ข้อเขียนสำเนียงคน




น้ำตานองมาหาพ่อที่บ้านเก่า

แล้วเล่าความตามจริงที่ได้รู้

ลูกแพ้เขาแพ้อำนาจที่เฟื่องฟู

สอบเป็นครูไม่ได้อาลัยจริง

คัดลอกจากสมุดจดเล่มเล็กเก่าเก็บ





Girlfriend

1.

2.

3.

วันศุกร์, มกราคม 20, 2549

"ทำไมนกกระยางจึงยืนขาเดียวเวลาหลับ"


มีปริศนาที่อยากให้ช่วยกันเฉลยหน่อย
 "ทำไมนกกระยางจึงยืนขาเดียวเวลาหลับ"
 
  ขอบอกว่านี่เป็นปริศนาประลองเชาว์ ไม่เกี่ยวกับความรู้รอบตัว
  
  ถ้าผ่านไป 5 นาทีแล้วคุณยังคิดไม่ออก
  (หรือยังตอบได้ไม่ถูกใจทั้งคนถามและคนฟัง)
  นั่นเพราะคุณมัวแต่จะถามตัวเองใช่ไหมว่า...
  ทำไมมันยืนขาเดียว ทำไมมันไม่ยืนสองขา
  
  ลองเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่สิว่า..
  ทำไมมันหดขาเดียว ทำไมมันไม่หดสองขา
  
  เท่านี้แหละ คำตอบก็ออกมาทันทีว่า
  "ถ้ามันหดทั้งสองขา มันก็ล้มน่ะสิ"
  
  ปริศนาข้อนี้ตอบได้ง่าย หากเราเปลี่ยนมุมมอง
  หรือตั้งคำถามเสียใหม่ นกกระยางยืนขาเดียว
  กับนกกระยางหดขาเดียว ที่จริงก็คือสิ่งเดียวกัน
  แต่เป็นภาพอันเกิดจากมุมมองที่ต่างกัน
  และสามารถชักนำความคิดของเราไปคนละทิศละทางได้
  
  การเปลี่ยนคำถามหรือมุมมอง
  ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ช่วยให้เรารอดพ้นจากอาการหน้าแตก
  เวลาถูกจู่โจมด้วยปริศนาแบบนี้ (ซึ่งบางคนเรียกอย่างเจ็บแค้นว่า
  ปริศนาปัญญาอ่อน)
  ที่จริงมันมีประโยชน์มากกว่านั้น
  เชื่อหรือไม่ว่า มันอาจจะมีผลถึงกับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณได้
  
  คงมีหลายครั้งที่คุณรู้สึกเศร้าสร้อยน้อยใจ
  เฝ้าบ่นในใจว่า "ทำไมเขาไม่เข้าใจเราเลย" ไม่ว่าเขา (หรือเธอ)
  คนนั้นเป็นเพื่อนหรือคู่รักของคุณก็ตาม
  การตอกย้ำกับตัวเองด้วยความคิดอย่างนี้
  บางทีก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากตัวเองจะทุกข์แล้ว
  ยังอาจหมางเมินเขามากขึ้น ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปอีก
  
  ลองเปลี่ยนมุมมองหรือตั้งคำถามใหม่สิว่า
  "แล้วเราล่ะ เข้าใจเขาบ้างหรือเปล่า"
  การถามแบบนี้อาจช่วยให้เราพบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาก็ได้
  เพราะอันที่จริง เราเองก็คงไม่ได้เข้าใจเหมือนกัน
  
  
สัมพันธภาพของผู้คนมักมีปัญหาก็เพราะทุกคนคิดแต่จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตนเอง
  
  แต่ไม่พยายามหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเข้าใจคนอื่น
  ถึงตรงนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า "ทำไมเขาไม่เข้าใจเรา"
  แต่อยู่ที่ "ทำไมเราถึงไม่เข้าใจเขา" และ"ทำอย่างไร
  เราถึงจะเข้าใจเขาได้"
  
  ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่ชอบบ่นในใจว่า "ทำไมฉันถึงซวยอย่างนี้"
หากเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า "ทำไมฉันชอบบ่นอย่างนี้"
  เขาอาจได้คิดและลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ไม่ทดท้อหรืองอมืองอเท้าเหมือนเก่า
  
  การรู้จักตั้งคำถามเป็นศิลปะสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต
  ทุกวันนี้เราถูกสอนให้สนใจคำตอบ จนลืมว่าคำถามนั้นสำคัญกว่าคำตอบมาก
คำถามนั้นเป็นตัวกำหนดคำตอบ พูดอีกอย่างก็คือ
  คำถามเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา ถ้าตั้งคำถามผิดา
  ก็พาความคิดของเราเข้ารกเข้าพง ซ้ำอาจพาชีวิตหลงทางไปด้วย
  
  เด็ก (และผู้ใหญ่) หลายคน
  ชอบถามในใจเวลามีงานมากองอยู่ข้างหน้าว่า "ฉันจะทำได้หรือ"
  คำถามอย่างนี้ชวนให้ท้อ แต่ความรู้สึกของเขาจะเปลี่ยนไป
  หากเขาถามตัวเองใหม่ว่า "ทำไมฉันจะทำไม่ได้"
  
  อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าทำได้หรือไม่ได้
หากอยู่ที่แรงจูงใจ
  
  มีคำถามหนึ่งซึ่งคุณหมอประเวศ วะสี บอกว่า
  เป็นคำถามที่น่าเกลียดที่สุด
  แต่เป็นคำถามที่กำลังระบาดไปทั่วสังคมไทย นั่นก็คือ
  คำถามว่า "ทำแล้วฉันจะได้อะไร"
  คำถามอย่างนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น
  ทำให้จิตใจแคบลง และหาความสุขได้ยาก
  
  จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราถามใหม่ว่า
  "ทำแล้วส่วนรวม (หรือสังคม) จะได้อะไร"
  การคำนึงถึงส่วนรวมโดยเริ่มต้นจากคำถามแบบนี้
  จะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น
  
และคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามของญาติมิตรว่า
"ทำแล้วเธอได้อะไร" หรือถูกตั้งข้อสงสัยว่า "ได้ไปเท่าไหร่"
  
  การถามว่า ใคร กับ ทำไม ก็ให้ผลที่แตกต่างกันมาก
  เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นมา คนส่วนใหญ่มักสนใจว่า ใครทำ
  แต่ไม่ค่อยถามว่า ทำไมเขาจึงทำ
  คำถามแรกนั้นเพียงแต่สนองความอยากรู้อยากเห็น
  แต่คำถามหลังช่วยให้เห็นสาเหตุของปัญหา
  และอาจนำมาเป็นบทเรียนแก่ตนเองได้
  
  คุณโสภณ สุภาพงษ์ เล่าว่า ตอนที่ไปบริหารโรงกลั่นน้ำมันบางจากใหม่ๆ
โรงกลั่นอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก อุบัติเหตุเกิดขึ้นประจำ ขาดทุนมหาศาล 
ขณะที่ขวัญของพนักงานก็ไม่ดี
เพราะมีปัญหาสืบเนื่องจากเจ้าของเดิม
คุณโสภณเล่าว่า เวลาเกิดอุบัติเหตุในโรงกลั่น
  จะไม่ถามพนักงานว่า "ใครทำ" แต่จะถามว่า "ทำไมถึงเกิดขึ้น"
  
  วิธีการดังกล่าวมีผลคือ
  ทำให้พนักงานช่วยกันหาสาเหตุและวิธีป้องกันแก้ไข
  แทนที่จะซัดทอดหรือกล่าวโทษกัน
  ซึ่งมีแต่จะทำให้แตกความสามัคคีกันมากขึ้น
  ในเวลาไม่นานโรงกลั่นก็แทบไม่มีอุบัติเหตุเลย
  กำไรก็เพิ่มมากขึ้น จนมีสถานะมั่นคง
  ส่วนพนักงานก็ทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  
  อย่างไรก็ตาม
  คงไม่มีคำถามใดสำคัญเท่ากับคำถามเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของเราเอง
  ถ้าเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนกับการถามตัวเองไม่รู้จบว่า
  "เมื่อไหร่ฉันถึงจะรวยเสียที" ลองเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า
  "เมื่อไหร่ฉันถึงจะพอใจกับความรวยของฉันเสียที"
  ลองเหลียวดูรอบตัวเถิด ตอนนี้คุณอาจร่ำรวยอยู่แล้วก็ได้
  แต่ยังไม่พอใจเสียที เพราะเอาแต่ชะเง้อมองคนอื่นที่รวยกว่า
  
  แต่ถึงแม้คุณจะยังไม่รวย พยายามบ่มเพาะความพอใจในสิ่งที่ตนมี
  แล้วคุณจะพบกับความรวยชนิดที่ไม่มีใครมาแย่งชิงได้
  แม้จะอิจฉาตาร้อนจนลุกเป็นไฟก็ตาม



วันจันทร์, มกราคม 09, 2549

การทำงานร่วมกันของคน4กลุ่ม


เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคน 4 คนที่มีนามว่า


ทุกคน บางคน ใครซักคน และ ไม่มีใคร


เรื่องเกิดขึ้นจากมีงานสำคัญงานหนึ่งที่จะต้องทำให้เสร็จ
"ทุกคน" แน่ใจว่า "บางคน" จะทำ
"ใครซักคน" ควรจะทำให้เสร็จแต่ "ไม่มีใคร" ทำ
"บางคน" โมโหเพราะเป็นงานของ "ทุกคน"
"ทุกคน" คิดว่า "ใครซักคน" ควรจะทำ
แต่ "ไม่มีใคร" ระลึกได้ว่า "ทุกคน" ไม่ได้ทำ
เรื่องนี้จบลงด้วยการที่ "ทุกคน" กล่าวโทษ "บางคน"
ในขณะที่ "ไม่มีใคร" ทำในสิ่งที่ "ใครซักคน" ควรจะทำให้สำเร็จ

งงดีมั้ยสรุปเลยแล้วกัน "สามัคคีคือพลัง"