วันพุธ, มีนาคม 17, 2553

กระดูก และ หลังของเรา

สาระการดูแลหลังและกระดูกสันหลัง ทำไมไอจามห้ามก้มหลัง !!

ฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับนี้ พรรคพวกที่อายุเลยหลักสี่ไปแล้วส่งมาให้ เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิเตอร์ทั้งวัน ผู้ที่ชอบการออกกำลังการ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ส่วนใหญ่คนเรามักละเลยหรือไม่เคยรู้มาก่อน 

โดยเป็นการบรรยายของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ  นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการ  ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย เรื่อง "การดูแลสุขภาพ :  ห่างไกลโรคข้อ - ปวดคอ ปวดหลัง และการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน" 


ในสภาวะปกติ กระดูกคนเราจะมีทั้งการสร้างและการทำลายเนื้อกระดูกพร้อม ๆ กันไปตลอดเวลา โดยที่อัตราการสร้างและการทำลายนี้จะมีพอ ๆ กัน จึงอยู่ในสมดุล และในสภาวะบางอย่างจะมีการกระตุ้นให้มีการทำลายเนื้อกระดูกมากขึ้นโดยที่การ สร้างจะน้อยลง ก็จะเป็นปัจจัยให้กระดูกบางโดยเฉพาะในคนสูงอายุ จนสุดท้ายกระดูกนั้นจะหักง่าย ๆ ทรุดง่าย ๆ จุดที่พบได้บ่อยคือ ที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง 


@กระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลัง ประกอบด้วย กระดูกคอ ทรวงอก เอว และ ก้นกบ เรียงต่อกันจากคอลงมาถึงก้นมีลักษณะแอ่น(คอ)  โค้ง(ทรวงอก)  แอ่น(เอว)  โค้ง(ก้นกบ)  ตามลำดับ หักลบกันแล้วจะเป็นเส้นตรง
  
1. กระดูกคอ  เคลื่อนไหวได้ทุกทิศ คือ ก้ม เงย ตะแคงซ้าย ขวา หมุนซ้าย ขวา  จึงทำให้สึกหรอและปวดได้ง่ายกว่าที่อื่น สาเหตุที่ทำให้คอสึก คือ การนั่ง นอน ทำงาน ในท่าที่ไม่ถูกต้อง
  
2. กระดูกทรวงอก เคลื่อนไหวก้มไม่ได้ ได้แต่เอนกับหมุนบิดซ้ายขวา จึงไม่ค่อยเสื่อม
  
3. กระดูกเอว  เคลื่อนไหวได้มาก คือ ก้ม และ เงย 

@หมอนรองกระดูก 

มีลักษณะประกบกันเฉย ๆ โดยมีตัวยึดจุด ตัวที่ยึดนี้เรียกว่า ข้อ ตรงกลางหมอนรองกระดูกเป็นศูนย์รวมประสาท เส้นประสาทจะโผล่ออกมาตามข้อเพื่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หมอนรองกระดูกจะสึกไปเรื่อย ๆ ตามอายุ ถ้าตลอดชีวิตสึก ซม.ถือว่าปกติ เช่นสูง 170 พอแก่อายุ 70-80 ปี ความสูงลดลงเหลือ 166 ถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติ   แต่ถ้าเตี้ยลงปีละ 1ซม. ถือว่าเป็นโรคกระดูกผุหญิงวัย 55 ปีขึ้นไป กระดูกจะทรุดลงตามธรรมชาติ  ตัวก็จะเตี้ยลง และพุงยื่น

@เส้นประสาทคอ  

มี คู่   ถ้าเกิดกระดูกคอเสื่อมจะเป็นต้นเหตุของอาการปวดตามที่ต่าง ๆ  โดยคู่ที่ จะไปที่หัว  คู่ที่ หลังหู กระบอกตา ขมับ   คู่ที่ ต้นคอ   คู่ที่ สะบัก   คู่ที่ บ่าและไหล่   คู่ที่ ต้นแขน   คู่ที่ 7ปลายแขน   และคู่ที่ มือ 

@เส้นประสาทเอว มี คู่ คือ คู่ที่ เอว  คู่ที่ โคนขา คู่ที่ หัวเข่า คู่ที่ 4น่อง และคู่ที่ เท้า การปรับปรุงท่าทางในกิจวัตรประจำวัน
 
ท่านอน
  ต้องเหมือนกับคนยืนตรง เวลานอนให้ใช้หมอนหนุนคอจงจำไว้หมอนมีไว้หนุนคอ ไม่ใช่หนุนหัว หมอนที่ดีมีลักษณะตรงกลางบางกว่าซ้ายและขวา หากไม่มีหมอนจะใช้ผ้าขนหนูม้วนเป็นแท่ง แล้วรองหนุนคอให้พอดีก็ได้ 
นอนหงาย
  การนอนหงายจะทำให้หลังแอ่นวิธีแก้ต้องงอสะโพกและเข่า โดยมีหมอนรองใต้โคนขา หลังจะแบบเรียบติดที่นอน  
นอนตะแคง  เป็นท่านอนที่ดีที่สุด หลังจะตรง นอนตะแคงข้างใดก็ได้โดยกอดหมอนข้างใบใหญ่ ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอก่ายบนหมอนข้าง
  
นอนคว่ำ  เป็นท่านอนที่ไม่ดี ห้ามนอนท่านี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ทำให้ปวดหลังระดับเอวมากขึ้น กระดูกเอวและคอเสื่อม
  สำหรับเด็กถ้าต้องการให้หัวทุย ให้เด็กนอนคว่ำได้ เดือน หลังจากนั้นค่อยหัดให้เด็กนอนหงาย หัวก็ยังทุยอยู่ 
การลุกจากที่นอนและการลงนอน ห้ามสปริงตัวลุกขึ้นมาตรง ๆ เพราะหลังจะสึกมาก
 ควรปฏิบัติดังนี้
"ถ้านอนหงายอยู่ให้งอเข่าขึ้นมาก่อน 
"ตะแคงตัวในขณะเข่ายังงออยู่
ใช้ข้อศอกและมือยันตัวขึ้นในขณะที่ห้อยเท้าทั้ง ข้าง ลงจากเตียง
ดันตัวขึ้นมาในท่านั่งตรงได้ โดยให้เท้าวางราบบนพื้น
ในท่าลงนอนให้ทำสวนกับข้างบนนี้
การดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือ
   ห้ามนอนดู TV หรือนอนอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกคอสึก นั่งจะดีกว่า 


 การนั่ง
  
ควรนั่งเข้าให้สุดที่รองก้น
หลังพิงสนิทกับพนักพิง หลังจะตรง
เท้าวางบนพื้นได้เต็มเท้า
ส่วนสำคัญของเก้าอี้ 
สูงพอดีเท้าวางราบบนพื้นได้  
-  ที่นั่ง รองรับจากก้นถึงใต้เข่า 

พนักพิง เริ่มจากที่นั่งสูงถึงระดับสะบัก โดยทำมุม 110 องศากับที่นั่งรองก้น          
โต๊ะทำงาน ควรจะลาดเอียงเทเข้าหาตัว แบบโต๊ะสถาปนิก คอจะได้ไม่ต้องก้มอ่านหนังสือ

ท่านั่งคอมพิวเตอร์และพิมพ์ดีด จอคอมพิวเตอร์ควรตั้งอยู่ตรงระดับหน้าเหมือนที่ตั้งโน้ตดนตรีและอยู่สูงพอดี ระดับตา จะได้มองตรง ๆ ได้ ห่างประมาณ 2-3 ฟุต  มีแผ่นกรองแสง คีย์บอร์ดควรอยู่ระดับเอว หรืออยู่เหนือตักเล็กน้อย ไม่ควรวางคีย์บอร์ดบนโต๊ะเพราะต้องยกไหล่ ทำให้ปวดไหล่
ท่านั่งของผู้บริหาร
  เก้าอี้ส่วนใหญ่ของผู้บริหารจะเอนไปข้างหลังได้ จึงจำเป็นต้องก้มคออยู่เสมอ ทำให้เหมือนกับนอนหมอนสูงวิธีแก้ควรให้พนักพิงสูงขึ้นไปจนรองรับศรีษะได้ และควรจะให้บริเวณต้นคอนูนกว่าส่วนอื่น เพื่อรองรับกระดูกต้นคอด้วย หรือมิฉะนั้นให้นั่งเก้าอี้ที่เอนไม่ได้จะดีกว่าลุกจากที่นั่งให้เขยิบก้นออกมาครึ่งหนึ่ง ก้าวเท้าออกไป มือยันที่ท้าวแขน แล้วลุกขึ้น
นั่งขับรถยนต์  
เลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยียบครัชเต็มที่ เข่าควรสูงกว่าสะโพก
หลังควรมีหมอนรองถ้าที่นั่งลึกเกินไปและพนักพิงไม่ควรเอนเกิน 100 องศา
ถ้าที่นั่งนุ่มและนั่งแล้วก้นจมลงในเบาะ ต้องมีเบาะเสริมก้นด้วย
การเข้านั่งรถยนต์ ให้เปิดประตู หันหลังให้เบาะนั่ง ลงนั่งตรง ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หมุนตัวไปข้างหน้าพร้อมยกเท้าเข้ามาในรถทีละข้าง
การลงจากรถยนต์ ให้ทำย้อนทาง
การดันหรือผลักรถ
  หันหลังใช้ก้นดันการฉุดลาก หันหลังให้วัตถุที่จะฉุดลาก 
ไอจาม
  ห้ามก้มหลังขณะไอจามเด็ดขาด เพราะเวลาไอจามจะมีแรงกระแทกมาก  ให้ยืดหลังให้ตรง ใช้มือหนึ่งกดหลังไว้ อีกมือหนึ่งปิดปาก แล้วค่อยไอ หรือจาม
แปรงฟัน
  ให้นั่งแปรง  ห้ามก้มหลังแปรงฟัน
อาบน้ำ
  ให้นั่งอาบ เวลาถูขาให้ยกขาขึ้นมาถู โดยไม่ต้องก้ม
การยืนนาน ๆ
 ควรมีตั่งรองเท้า สูงประมาณครึ่งน่อง เพื่อยกเท้าขึ้นพักสลับข้างกัน ทั้งนี้เพราะเวลางอสะโพกและเข่า กระดูกสันหลังจะตั้งตรงไม่แอ่นหรืองอ ทำให้ยืนได้นานโดยไม่ปวดหลัง และช่วยพักขาเวลาเมื่อยขา เปลี่ยนสลับขาบนตั่งได้  

 
ท่าบริหาร
  
เป็นการป้องกันไม่ให้กระดูก เสื่อมเร็ว โดยมีหลักการคือทำอย่างไรให้กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรงเท่า ๆ กัน
   และออกแรงอย่างไรให้กล้ามเนื้อคลายตัว   ทำท่าละ 10 รอบ  ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อเปลี้ย  มี ท่า ดังนี้


 1. กล้ามเนื้อหน้าท้อง
1.1  นอนหงาย  งอเข่า ข้าง  มือสอดใต้คอ  ยกหัวนิดนึงพร้อมเหยียดขาตรง  นับ 1-5
1.2  นอนหงายขาซ้ายไขว่ห้าง  มือสอดใต้คอ  ยกข้อศอกและลำตัวขวาเข้าหาขาซ้ายที่ไขว่ห้างอยู่  นับ 1-5 ทำทั้งซ้ายและขวา     
1.3  ยกขาลอยเหยียดตรง ข้าง  บิดสะโพก (ยักสะโพก)  นับ 1-5  ทำทั้ง ข้าง
1.4  ขมิบก้น  นอนหงายกอดอก ขมิบก้นให้ก้นสูงขึ้นเล็กน้อย หลังแนบพื้น นับ 1-5  


 2. กล้ามเนื้อหลัง  นอนหงายงอเข่า ข้าง มือสอดใต้เข่า  ดึงเข่าชิดหน้าอก  นับ 1-5  
 3. กล้ามเนื้องอสะโพกทำแบบท่ากล้ามเนื้อหลังแต่งอเข่าข้างเดียวนับ 1-5 ทำทั้ง ข้าง
 4. กล้ามเนื้อเหยียดสะโพกนอนหงาย งอเข่าข้างหนึ่งไว้แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งกดเข่าที่งออยู่แล้วดันเอนมา จนชิดพื้น นับ 1-5  ทำสลับกัน
 5. กล้ามเนื้อโคนขา  นั่งกับพื้นงอเข่าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างเหยียดตรง เอามือแตะปลายเท้าที่เหยียดตรงนับ 1-5 ทำทั้ง ข้าง
 6. กล้ามเนื้อน่อง ยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ เอามือยันโต๊ะ งอเข่าหน้าไปข้างหน้า ขาหลังเหยียดตรง แอ่นตัวไปข้างหน้า นับ 1-5 ทำสลับข้าง

สรุปประเด็นสำคัญช่วงคำถามคำตอบ


ที่นอน ควรนุ่มพอควร เวลานอนไม่จมมาก จมแค่ 1-2 ซม.  ควรเป็นที่นอนที่ใช้ใยกากมะพร้าวจะดีที่สุดเพราะโปร่ง อากาศผ่านได้ ราคาแพงประมาณ 8,000-10,000 บาท  ยี่ห้อที่ดีเช่น สายรุ้ง ของศรีมหาราชา ปัจจุบัน ปิดกิจการ


เก้าอี้เหล็กไฟฟ้า ตัวละแสนเป็นกระแสแม่เหล็ก มีรังสีแม่เหล็ก เบต้า หรือแกรมม่า ทำให้เกิดมะเร็ง
  ใช้นวดกล้ามเนื้อไม่ได้ผล เป็นการหลอกลวง


สายไฟฟ้าแรงสูง
 คนที่อยู่ใต้ไฟฟ้าแรงสูงในรัศมี 60 เมตร มีสถิติเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดสูงต้องเกิน 100 เมตร ขึ้นไปจึงจะปลอดภัย


การเล่นกอล์ฟการบาดเจ็บจะเกิดจากการไดร์ฟ 
99%  อีก 1% บาดเจ็บจากสนาม  การไดร์ฟกอล์ฟปกติไม่มีปัญหากับกระดูกสันหลัง  แต่ถ้าไดร์ฟติดต่อกันโดยไม่หยุด เช่นมีเครื่องตั้งกอล์ฟ  หรือบางรายตีโดนอิฐ ดิน ไหปลาร้าหักได้  คนที่ผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทสามารถเล่นกอล์ฟได้โดยใส่เสื้อพิเศษ ป้องกัน  คนที่ผ่าตัดหมอนรองกระดูกที่ต้นคอโดยเอากระดูกเชิงกรานมาต่อ ข้อกระดูกคอจะหายไป ข้อ และเชื่อมกระดูกแล้ว สามารถออกกำลังกายได้


การเสื่อมของกระดูก
  จะเกิดขึ้นมากในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ เช่น นอน นั่ง เพราะกินเวลานาน แต่ถ้าเคลื่อนไหวการเสื่อมจะน้อยกว่าเพราะกินเวลาน้อย


โยคะ  การฝึกโยคะมีผลดีต่อการฝึกลมหายใจและได้สมาธิ แต่ ไม่ถือเป็นการออกกำลังกายและบางท่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงอันตรายต่อกระดูกเพราะเกินกว่า ธรรมชาติ เช่น การทรงตัวบนพื้นด้วยศีรษะ การแอ่นหลัง ทำให้กระดูกหลังเสื่อมมาก 

ไท้เก๊ก  เป็นการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ   อาจารย์เคยทำวิจัยเกี่ยวกับ ชี่กง (คือการออกกำลังกายตามมโนภาพ เช่น วาดมโนภาพว่ายกของหนัก น้ำหนักเท่าไรก็ได้แล้วแต่จะนึก) โดยใช้คน 30คน เป็นเวลา เดือน ได้ผลคือเหงื่อออกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นมาก  นอกจากนี้อาจารย์มีโครงการจะทำวิจัยกับคนกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยเน้นผลในเรื่องหัวใจ ความดันโลหิต และชีพจร


เก้าอี้ไฟฟ้านวดทั้งตัว

  ไม่มีประโยชน์เสียเงินเปล่า เพราะนวดทั้งตัว แต่เราต้องการเฉพาะจุด  และ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ แต่รักษาที่ปลายเหตุ  เช่นเดียวกับบริการของหมอนวด นวดวันนี้สบาย พรุ่งนี้ปวดอีกแล้ว  ควรรักษาที่ต้นเหตุด้วยวิธีการที่ถูกต้อง


การดึงคอ
  คือการดึงเอ็นที่ยึดอยู่ให้ห่างออก  คนที่ข้อต่อกระดูกหลังยุบรักษาโดยการดึงคอได้  การ ดึงคอ มีข้อห้าม กรณีคือ กระดูกหัก กระดูกเชื่อมต่อกันหมด หรือเป็นโรครูมาตอยด์  ทั้งนี้ต้องให้แพทย์ผู้ชำนาญวินิจฉัยก่อนว่าไม่ได้เป็น โรคที่กล่าว และควรกระทำโดยผู้ชำนาญการจึงจะปลอดภัย
จ็อกกิ้งและเต้นแอโรบิค
  เป็นการออกกำลังกายที่หนัก และมีผลต่อกระดูกมาก ทำให้ข้อเสื่อมได้ ง่ายกว่าการเดิน  ยกตัวอย่าง การเดิน น้ำหนักขาที่เราวางบนพื้นเท่ากับน้ำหนักขา เช่น ขาหนัก 10 กก. เวลาเดินจะเกิดแรงกระแทกเท่ากับ 10 กก.  แต่ถ้าวิ่ง น้ำหนักตัว 60 กก. วิ่ง กม./ชม. ขณะวิ่งไปข้างหน้า ขาจะลอยจากพื้นแรงกระแทกจะคูณ เท่ากับ 180 กก. การวิ่งทำให้กระดูกเสื่อมมากกว่าการเดิน ถ้าอยากถนอมกระดูกและข้อให้เดินดีกว่า  การวิ่งมีข้อดีทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง แต่มีข้อเสียคือขาพังเข่าพัง   ขณะวิ่งห้ามหยุดทันทีเพราะเลือดจะตกไปที่ขาทำให้หัวใจวายได้  แม้แต่บิดาแห่งจ็อคกิ้งก็ยังหัวใจวายคาที่ ดังนั้นในการออกกำลังกายต้องเลือกท่าบริหาร พื้นลู่วิ่งและรองเท้าที่เหมาะสม


การออกกำลังกาย
  ต้องคำนึงถึงวัยและความเหมาะสมกับตัวเราในวัยหนุ่มสาวออกกำลังกายโดยการวิ่งได้  แต่เมื่ออายุมากขึ้น ๆ ต้องเปลี่ยนให้เบาลง เป็นว่ายน้ำ เดิน พออายุ 80-90 ปี แค่ยืนแกว่งแขน หรือรำมวยจีนก็พอ ขอให้คำนึงถึงสายกลางเพื่อสุขภาพ


นั่งสมาธิ
  ไม่จำเป็นต้องนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ  นั่งอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เกิดสมาธิดีที่สุด ควรนั่งเก้าอี้ดีที่สุด การ รักษาโดยหมอแผนโบราณที่ดึงกระดูกปุ๊บแล้วเข้าที่ มีความเสี่ยงสูงและไม่มีใครรับรองผล  ที่ดึงแล้วหายก็มี  แต่ที่ดึงแล้วเป็นอัมพาต หรือกระดูกหักก็มี


ท่าออกกำลังกายโดยการก้มเอามือแตะเท้า  เป็นท่าที่อันตราย ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม
  
นิ้ว  ห้ามหักหรืองอ
  ให้ดึงได้อย่างเดียวคือดึงตรง ๆ จะเกิดเสียงดังเป๊าะ ในข้อนิ้วจะลดแรงกดดันทำให้สบายขึ้นการนั่งซักผ้านาน ๆ  จะทำให้ปวดหลัง ควรนั่งเก้าอี้และวางกาละมังผ้าบนโต๊ะ หรือยืนซักจะทำให้ไม่ปวดหลัง  
การหยิบของที่พื้น  ห้ามก้มเด็ดขาด ให้ย่อเข่าลงแล้วหยิบ  ถ้าของหนักให้ย่อเข่าแล้วหยิบของมาอุ้มไว้กับอกแล้วลุกขึ้น

  

วันจันทร์, มีนาคม 15, 2553

เพลงถ่ายภาพ

Rating:★★★★★
Category:Music
Genre: Folk
Artist:Pixpros
ชอบจัง

--------------------------------








บันทึกสิ่งที่เจอ เป็นภาพจากหัวใจ เก็บภาพที่เห็น นั้นเอาไว้ จะมือถือ หรือคอมแพ็ค กล้องป๊อกแป๊ก หรือกล้องใหญ่ ก็เก็บภาพไว้ได้เหมือนกัน อาทิตย์ เดือนและดาว ฟ้า ภูเขา ทะเล ลมหายใจของโลกใบนี้ เก็บบันทึกไว้ในกล้อง ใส่คอคล้องไปทุกที่ กดปุ่มเก็บความประทับใจ ไปด้วยกันไหม เก็บภาพกันไหม ภาพขนคิ้วตา รูจมูกที่หายใจ ถ่ายด้วยกันไหม เก็บภาพเอาไว้ ภาพมดยิ้มให้ ภาพของคนที่เรารัก..ฮืม.. บางครั้งที่ฟ้ามัว แต่คนหัวใจไม่มัว ภาพนั้นก็ยังสวยสดใส จะมืดมิดสักเท่าไร หากวัดแสงด้วยหัวใจ เติมจินตนาการ ที่สวยงาม (จะมืดมิดสักเท่าไร หากวัดแสงด้วยหัวใจ ถึงภาพติดอันเดอร์ก็รักเธอ)

วันศุกร์, มีนาคม 12, 2553

การเล่นกับแสง


ชักอยากจะเรียนรู้ เรื่องของแสงกับการถ่ายรูป

เลยเริ่มจากการค้นหาข้อมูลก่อน

เจออันนี้น่าสนใจดีเลยเอามาแปะไว้ครับ






ขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขข

เทคนิคถ่ายภาพเล่นกับแสง

แสงแดดสว่างจ้า

*เมื่ออยู่บนหาดทรายสีอ่อนจาง หรือฟ้าหม่น หรือฉากหลังขาวมาก 
ให้แสงน้อยกว่ามาตรฐาน1สต็อป

*แสงอ่อนลงเพราะมีเมฆหนามาบัง เงาที่เกิดขึ้นอ่อนจาง 
ให้เพิ่มแสงมากขึ้น1สตอป

*เมื่อเมฆทึบบังดวงอาทิตย์หมดไม่เห็นเงา ให้ตั้งแสงเพิ่ม2สตอป


ถ่ายภาพแสงธรรมชาติภายในอาคาร

*ในเวลากลางวันอย่าให้สิ่งที่ถ่ายอยู่ตรงกับหน้าต่างที่เปิดไว้ นอกจากจะต้องการภาพทวนแสงที่มีเงาไม่มืดนัก

*การถ่ายภาพคนภายในบ้านโดยแสงธรรมชาติ 
ควรเลือกมุมกล้องหรือจัดผู้เป็นแบบให้อยู่ในท่าที่แสงสว่างส่องตรงหรือข้างๆใบหน้า 
เพื่อมิให้หน้าอยู่เงามืดมากเกินไป

*ในเวลากลางคืนควรเปิดไฟทุกดวง 
เพื่อเปิดเงาบนสิ่งที่ถ่ายให้สว่างขึ้น


แสงส่องจากทางด้านข้างและทางหลัง(ย้อนแสง)

*เป็นแสงที่สร้างสรรค์ให้ภาพงามน่าประทับใจ เป็นภาพที่มีมิติ

*ภาพที่แสงส่องด้านข้างให้เพิ่ม1สตอป 
และเพิ่ม2สตอปจากปกติที่แสงส่องจากข้างหลัง(ย้อนแสง)

* นิยมกันมากลดความกระด้างของแสง คือการใช้แฟรชเปิดเงาที่เกิดขึ้น

ให้แบบหันหน้าหลบดวงอาทิตย์ เพื่อนัยต์ตาไม่หยี แล้วใช้แฟรชเปิดเงาที่เกิดขึ้น

*อีกวิธีที่ถ่ายแบบนิยม คือใช้รีเฟรกอลูมิเนียม หรือผ้าขาว เป็นแผ่นสะท้อนแสงที่ดี
พยายามให้แผ่นสะท้อนแสงใกล้สิ่งที่ถ่าย แต่อย่าให้ปรากฏในภาพ

*หาสิ่งสะท้อนแสงตามธรรมชาติที่อยู่ในภาพ เช่นหาดทราย อาคารสีขาว มาใช้ประโยชน์เปิดเงา

*แฟรชที่ติดบนกล้องแม้แสงจะดี แต่แสงส่องจากด้านหน้าจะแบนไป 


อาทิตย์อัสดง

*ภาพจะดูดีเมื่อมีฉากหน้า เช่นต้นไม้ คน บ้าน ที่รูปทรงดี รวมอยู่ด้วย 
จะเป็นเงาดำข้างหน้าพระอาทิตย์ที่กำลังตก

*ระวังอย่าให้ดวงอาทิตย์มาอยู่ในช่องรับแสง

*ขณะดวงอาทิตย์อยู่เหนือขอบฟ้าให้เพิ่ม1หรือ2สตอป

*บนท้องฟ้ามีแสงเรืองรองจากดวงอาทิตย์ที่ตกไปแล้ว ให้เพิ่ม4หรือ6สตอป

วันจันทร์, มีนาคม 08, 2553

Fw mail เรื่องรัก




ขออุทิศเรื่องนี้ให้กับทุกคนที่อยู่กับคนที่ตัวเองรัก.....

ลองอ่าน
    แล้วหันไปดูคนข้าง    
บอกรักให้เขารู้ว่า
    เขาเป็นคนสำคัญแค่ไหน....
ให้เขารู้ว่าคุณรักเขาแค่ไหน
  

เรื่องนี้ผมไม่รู้ใครแต่ง...แต่ผมอยากให้มีคนอ่านมันมากสักคนก็ยังดี...ขอบคุณครับ


'
รักครั้งแรกใช่จะผิดหวังเสมอไป    มีคนเคยบอกว่า 
ความรักมีอยู่ 
แบบ'

1. 
รักเพราะหลง
2. 
รักเพราะอ่อนไหว
3. 
รักเพราะเข้าใจ   



… 
และยังมีคนบอกอีกว่า

รักครั้งแรกส่วนมากจะเป็นรักเพราะหลง
    และมักจะไม่สมหวัง

แต่สำหรับผมแล้วรักครั้งแรก
    เป็นรักที่เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตของผม

ผมชื่อ 
แทน   เรียนปี 3    อยู่มหาลัยแห่งหนึ่ง

ผมต้องทำงานไปเรียนไป
เพราะพ่อแม่ผมเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุเมื่อปีก่อน
ตอนนี้ผมจึงเหมือนอยู่ตัวคนเดียว



ผมก็เป็นคนเงียบมาตลอด
    ไม่ค่อยคุยกับเพื่อนคนไหนเลย ส่วนเธอ

เธอชื่อ 
ซี ... ซีเป็นลูกคนรวย เรียนปี 3    เหมือนผม 
และคณะเดียวกับผม
โดยความคิดของผมแล้วนั้น
ลูกคนรวยส่วนมากจะชอบทำตัวเว่อร์ ๆ
แต่สำหรับซีแล้ว
    เธอไม่ใช่ ซีเป็นคนเรียบร้อย ร่าเริง เรียนเก่ง
แล้วยังเป็นที่รักของเพื่อน
        ด้วย ซึ่งต่างกับผมราวฟ้ากับดิน
ผมแอบมองซีมาตลอด
    ตั้งแต่เข้ามาเรียนปี 1
แต่ตอนนี้ผมคงไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้นแล้ว!
 
ตั้งแต่พ่อแม่ผมเสีย
    ผมก้อไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ เลย
ดังนั้นเลิกฝันถึงซีไปได้เลยครั


เช้าวันนึง
    เข้าเรียนคาบแรก

อาจารย์สั่งให้ทุกคนนำงานที่สั่งมาส่ง
ผมไม่รู้เรื่องเลยว่าอาจารย์สั่งงานตอนไหน
สงสัยสั่งตอนที่ผมแอบหลับในห้องเรียนมั้ง


ผมทำอะไรไม่ถูก


แทน... เสียงผู้หญิงเรียกชื่อผม 


ผมหันไปมอง


ซีเป็นคนเรียก
ซีพูดต่ออีกว่า ซีทำรายงานมาให้ ซีรู้ว่าแทนคงไม่ได้ทำมา
เพราะเมื่อวานแทนหลับในห้องเรียนตอนอาจารย์สั่งงานพอดี


พอพูดเสร็จซีก้อวางรายงานไว้บนโต๊ะ
แล้วก้อเดินกลับไป 


หลังเลิกเรียน
    ผมเดินเข้าไปบอก ขอบคุณซี
แต่ซีพูดกลับมาว่า
เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นข้าวมื้อเที่ยงได้มั้ยคะ
? 


ผมดีใจมาก
    ไม่คิดเลยว่าผมจะมีโอกาสได้นั่งกินข้าวกับซี

ผมเลยตอบกลับไปว่า

... 
ได้ครับ
หลังจากนั้นเราก้อเดินไปกินข้าวที่โรงอาหารของมหาลัย
เธอดูเรียบร้อยมากเวลาทานข้าว


พอทานเสร็จ ซีก้อพูดขึ้นมาว่า ซีรู้นะ
ว่าแทนไม่ค่อยรู้เรื่อง
ไม่ค่อยมีเวลาทบทวนเรื่องที่เรียนไป


เอาเป็นว่าเวลาแทนว่าง
    ซีจะติวให้แทนดีมั้ย?

ความหวังดีจากหญิงคนนึงที่ผมเคยแอบมองมาตลอดนั้นมันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก


หลังจากวันนั้นผมกับซี


ก็จะมานั่งติวหนังสือกันทุกวัน
    จนเรียนจบมหาลัย
ผมก็มีบริษัทมารับเข้าทำงาน 
บริษัท
บริษัทแรกทำงานในกรุงเทพ
    ส่วนอีกบริษัททำงานที่ระยอง

ผมปรึกษากับซีว่าจะเลือกบริษัทไหนดี ซีบอกว่า
ตามใจแทนเถอะ ชีวิตเป็นของแทนนะ
?
ผมได้ยินดังนั้นผมก้อไม่ลังเลที่จะเลือกทำบริษัทที่
    2
ถึงผมจะต้องไปทำที่ระยอง
    แต่มันเป็นอนาคตที่ดีสำหรับผม
ผมไปทำงานอยู่ที่ระยอง 
อาทิตย์ผมจะโทรหาซี 2 -3 ครั้ง
เดือนผมจะเข้ากรุงเทพ 1 - 2 ครั้ง
เวลาผ่านไป 
ปี ผมได้ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพ
เพื่อมารับงานในตำแหน่งผู
    จัดการแผนกบัญชี
พอผมมาถึงกรุงเทพ
ทางบริษัทให้ผมลาพักร้อนได้ 
อาทิตย์
ผมจึงตัดสินใจชวนซีไปเที่ยวเป็นครั้งแรก
ผมโทรเข้ามือถือซี ผมชวนเธอไปที่สวนสามพราน
เพราะซีชอบดอกไม้
    ซีตอบกลับมาว่า 

จริงหรือแทน
? 

ซีไม่เคยไปไหนกับใครนอกจากพ่อและแม่เลย


แทนจะพาซีไปวันไหนค่ะ
?
ผมบอกกลับไปว่า พรุ่งนี้โอเคมั้ย
?
พาไปเที่ยวเสร็จแล้วซีไปดูคอนโดเป็นเพื่อนแทนหน่อยนะ
แทนจะซื้อคอนโดใกล้บ้านซี


ซีตอบมาว่า ค่ะ
แล้วเจอกันนะคะ


เช้าวันรุ่งขึ้นผมไปรับเธอที่บ้าน
หลังจากนั้นเราก้อนั่งรถแท็กซี่ไปสวนสามพราน


ระหว่างที่ดูดอกไม้นั้นซีดูมีความสุขมาก
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสมือซี
หลังจากที่คุยกันมานานถึง 
ปี

พอบ่ายผมก้อไปดูคอนโดที่อยู่ใกล้บ้านซีที่สุด
แล้วก้อเซ็นสัญญาซื้อผ่อนทันที
ตกเย็นซีชวนผมไปบ้านของเธอ ซีบอกว่า
คุณพ่อของซีอยากเจอแทนค่ะ
เลยให้ซีชวนแทนมาทานข้าวที่บ้าน
ผมไม่ปฎิเสธครับ พอไปถึงบ้านนั่งลงที่โต๊ะ
คุณพ่อของซีดูเป็นผู้ใหญ่มาก
ท่านพูดขึ้นมาว่า เธอเองหรือชื่อแทน
แล้วซีเล่าให้พ่อฟังอยู่บ่อย ๆ
ซีบอกกับพ่อว่า เธอเป็นคนขยัน
ว่าไงสนใจมาทำงานกับพ่อมั้ย
    มาทำที่บริษัทพ่อ?
ผมอึ้งไม่คิดเลยว่าท่านจะพูดกับผมแบบนี้


ผมรู้สึกดีใจตอนนี้ผมรู้สึกเป็นส่วนนึงในชีวิตของซียังไงไม่รู้ครับ
ผมตอบตกลงทันที
หลังจากวันที่ผมไปบ้านซี
    2 วัน    ผมก้อเริ่มงานในบริษัทของพ่อซี

ตำแหน่งที่ผมได้เข้ารับคือตำแหน่ง
    ผู้จัดการฝ่ายบัญชี

งานส่วนใหญ่จะใช้สมองซะมากกว่า หลังจากนั้นก้อว่าง


วันนึงพ่อของซีก้อเดินมาที่โต๊ะทำงานผมแล้วก้อบอกว่า
 

แทน... ถ้าว่าง
    ก้อพาซีไปเที่ยวก้อได้นะ พ่อฝากดูแลซีด้วย
ผมตอบตกลงไป
ผมและซีในเวลานี้มีความสุขที่สุ
ผมมีเวลาให้ซีมากขึ้น แต่พอผมว่างมากขึ้น
ผมก้อพูดกับซีว่า 


ซี....
    แทนเบื่อแล้ว    แทนอยากทำงาน
แต่ไม่ได้หมายความว่าแทนเบื่อซีนะ
แทนจะรับงานตรวจสอบบัญชีจากบริษัทอื่นมาทำด้วยนะ
ซีเห็นด้วยมั้ย
?
ซีตอบกลับมาว่า ถ้ามันเป็นความต้องการของแทน
ซีก้อเห็นด้วย
    
ผมก้อรับงานจากบริษัทอื่นเข้ามาทำ
เวลาว่างที่ผมเคยมีให้ซีก้อค่อย ๆ
    หมดลงไป

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมจะต้องพยายามทำงานให้มากเพื่อที่จะเทียบเท่าหรือใกล้เคียงซีมากขึ้น
ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะบอกว่ารักเธอ


แต่ในใจแล้วผมรู้สึกได้อย่างไม่ต้องสงสัยแล้วว่าซีคือคนที่ผมอยากอยู่ด้วย


วันนี้เป็นวันเกิดของซี
ผมทำงานจนลืมไปเลยว่าวันนี้วันเกิดของเธอ
วันรุ่งขึ้นซีโทรมาหาผมแล้วพูดว่า
แทนไม่เคย ลืมเลยนะ
แต่ปีนี้แทนลืม
เมื่อวานเป็นวันเกิดของซีนะ
    
แล้วเธอก้อร้องไห้
ในเวลานั้นผมเครียดเรื่องงานมาก
ผมเลยพูดออกไปอย่างไม่คิดว่า ไร้สาระน่ะซี
แทนต้องทำงานนะ แทนไม่ว่างเหมือนซีนะ
เธอเงียบไปสักพักแล้วซีก้อพูด 


ขอโทษนะแทน
ซีไม่อยากทะเลาะกับแทน
    ซีอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขโดยมีแทนอยู่เคียงข้างนะ

ผมโกรธที่เธอพูดแบบนี้มาก
แต่เงียบไม่ต่อว่าอะไรเธอไป ซีพูดต่ออีกว่า
อีก
    2    วัน    ซีจะไปอเมริกากับแม่ ซีอยากให้แทนไปด้วย
ซีขออนุญาตคุณพ่อแล้วนะ
    คุณพ่อบอกว่าให้แทนไปด้วยได้ 
แทนจะไปกับซีมั้ย
?

ผมตอบกลับไปว่า ช่วงนี้งานยุ่ง
ซีไปกับแม่ให้สนุกเถอะ แล้วซีก้อวางหู

.
.
.
 

ซีเดินทางไปอเมริกากับแม่ 
เดือน ในเวลาระหว่าง เดือนนี้
ผมไม่ได้ติดต่อกับซีเลย
    พอวันที่ซีกลับมากรุงเทพ    ผมก้อไม่ได้ไปรับ
หลังจากกลับมาจากอเมริกา
    ผมกับซีก้อห่างเหินกันไม่ค่อยได้เจอกัน
1
    เดือนจะได้เจอหน้ากันสัก 2 - 3 ครั้ง
ไม่ได้โทรคุยกันเลย
    เพราะผมงานยุ่งมาก

ผมทำงานที่บริษัทพ่อซีมา 
ปีแล้ว
ตอนนี้ผมคิดว่าผมพร้อมทุกอย่างแล้ว
มีเงินพอที่จะซื้อบ้าน ซื้อรถ
    และทุกสิ่งทุกอย่างที่ซื้อได้ด้วยเงิน

วันที่ 
14 กุมภาพันธ์ ผมจึงตัดสินใจที่จะขอซีแต่งงาน 

แล้วคืนก่อนวันที่ 
14    ซีก้อโทรมาหาผมที่บ้าน
แทนซีถามอะไรแทนหน่อยได้มั้ย
ผมตอบว่า ได้สิ
ซีถามต่อ 


แทนทำไมถึงขยันทำงานขนาดนี้
?
แทนขยันเพื่อใคร เพื่ออะไร
?
ผมไม่ตอบกับคำถามของซี แต่พูดกลับไปว่า
พรุ่งนี้แทนจะบอก
    แทนจะตอบทุกคำถามของซี
พรุ่งนี้ซีไปสวนสามพรานกับแทนนะ
?
ซีตอบมาว่า ได้ค่ะ


เช้าวันที่ 
14 กุมภาพันธ์ ผมรีบไปที่เต้นท์โชว์รูม ฮอนด้า
ทำสัญญาออกรถป้ายแดง
    แล้วก้อขับไปรับซีที่บ้าน
ผมนึกว่าซีจะตกใจที่ผมขับรถไปรับเธอ
แต่ไม่เลย
    เธอดูอ่อนเพลียเหมือนคนไม่สบาย หน้าซีด
ผมจึงบอกซีว่า
    ไว้วันหลังก้อได้นะซี 

ซีตอบกลับมาว่า วันนี้แหละ
    ซีอยากไปวันนี้

ก่อนขับรถออกจากบ้านซีผมเห็นแม่ซีดูเหมือนจะร้องไห้แต่ก้อไม่ได้คิดอะไร


พอมาถึงสวนสามพราน ผมเดินจูงมือซีดูดอกไม้
เดินได้สักพักผมก้อพาซีมานั่งที่ม้านั่งริมสระน้ำ
ซีซบไหล่ผมแล้วพูดกลับผมว่า
แทน ซีรู้นะว่าแทนรักซี
แต่ซีอยากให้แทนบอกซีเองจะได้มั้ย แทนบอกซีด้วยว่า
แทนทำไมถึงขยันทำงานขนาดนี้ แทนขยันเพื่อใคร
เพื่ออะไร
?

แล้วคราวนี้ผมก้อบอกเธอทุกอย่างว่า
ซี.........แทนรักซีนะ
ทุกอย่างที่แทนขยัน
แทนทำเพื่อซี
    แทนไม่อยากให้ซีโดนใครดูถูกว่ามาคบกับแทน
แล้ววันนี้แทนมีพร้อมทุกอย่างแล้ว
วันนี้แทนคิดว่าแทนใกล้เคียงพอที่จะขอซีแต่งงานแล้ว
ซีแต่งงานกับ แทนนะ
'

แล้วผมก้อหยิบแหวนแต่งงานที่แอบซื้อไว้หมายจะสวมเข้าที่นิ้วของซี
ผมจับมือของซีขึ้น เธอไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่ผมทำ
ผมจับตัวเธอเขย่า
    เธอไม่รู้สึกอะไรเลย
ผมจึงอุ้มร่างซีขับรถไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
แล้วแล้วระหว่างนั้นผมก้อโทรบอกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับซี
มาถึงโรงพยาบาล หมอรีบพาซีเข้าห้องไอซียู


ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยถามหมอว่าซีเป็นอะไรหมอก้อไม่ยอมบอก
ไม่นานพ่อกับแม่ซีก้อมาถึงโรงพยาบาล
ผมถามแม่ซีว่าซีเป็นอะไร
    แม่ซีบอกกับผมว่า
ซีเป็นโรคหัวใจ เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว


ผมอึ้งทำไมผมมันโง่อย่างนี้ผมไม่เคยรู้อะไรเลย
ไม่เคยรู้ว่าซีเป็นโรคหัวใจ
ผมนั่งภาวนาอยู่หน้าห้องไอซียูว่า
    ขออย่าให้ซีเป็นอะไรเลย
ถ้าซีหายผมจะแต่งงานกับเธอ
จะไม่ทิ้งให้เธอเดียวดายอีกต่อไป
    
ซีอยู่ในห้องไอซียูนานถึง 
ชั่วโมง
หมอก้อเดินออกมาจากห้อง
ผมรีบวิ่งเข้าไปเขย่าตัวหมอแล้วถามว่า
ซีไม่เป็นไรใช่ไหมหมอ
?
หมอเงียบสักพักแล้วตอบว่า
ผมเสียใจด้วยนะครับ
ผมได้ยินคำนี้ถึงกับทรุดตัวลง
แล้วก้อนั่งร้องไห้ออกมา


หลังจากนั้นงานศพของซีของถูกจัดขึ้นท่ามกลางแขกหลายคน
รวมทั้งเพื่อนของซีด้วย
วันนี้เป็นวันสุดท้าย เป็นวันเผาศพ
แม่ซีแทน เข้ามาหาผมแล้วก้อยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้ผม
แล้วพูดว่า
    ของที่อยู่ข้างในเป็นของที่ซีเขียนจดหมายไว้ให้แม่
บอกให้แม่มอบให้แทน
ผมค่อย ๆ แกะซองนั้นออกข้างในมีสมุดเล่มเล็ก ๆ
กับม้วนวีดีโออยู่
หลังจากพีธีเผาศพเสร็จผมนั่งอยุ่ด้านหน้าจนแขกในงานกลับไปกันหมด
    พ่อซีเดินเข้ามาหาผมแล้วพูดกลับผมว่า
ซีรักแทนมากนะ แล้วพ่อก้อเดินกลับไป


ผมขับรถกลับมาคอนโด
ด้วยรอยคล้ำใต้ตา
ผมเดินไปหยิบม้วนวีดีโอเทปแล้วนำมันไปเปิด
ผมเห็นซีในชุดสีขาวเหมือนชุดในโรงพยาบาลไม่มีผิด
ซีพูดว่า 


แทน .......
ถ้าแทนได้ดูม้วนวีดีโอนี้แล้วแสดงว่าซีไม่ได้อยู่แล้วนะ
ตอนนี้ซีอยู่ที่โรงพยาบาลในอเมริกา
แม่ซีพาซีมาหาหมอเพื่อที่จะผ่าตัดครั้งสุดท้าย
ถ้าผ่าตัดครั้งนี้ไม่สำเร็จ
    หมอบอกว่าซีจะอยู่ได้อีกไม่ถึง ปี
แต่ซียอมเสี่ยงเพื่อที่จะได้อยู่กับแทนตลอดชีวิต
ซีไม่โกรธแทนนะที่แทนไม่มาอเมริกากับซี
แต่แทนอย่าโกรธซีนะที่ซีไม่ได้บอกว่าซีเป็นโรคหัวใจ
ซีแค่ไม่อยากให้แทนกลุ้มใจ
ซีเห็นแทนพยายามในสิ่งที่แทนต้องการ
แค่นี้ซีก้อมีความสุขแล้ว
ซีรู้นะว่าแทนพยายามทำเพื่อใคร
แทนทำเพื่อซีใช่มั้ย
ถ้าคิดไปเองก้อขอโทษนะ
    
ซีอยากให้แทนรู้นะว่าซีรักแทนมาก มากที่สุดด้วย!
 
สัญญาณภาพก้อหายไป
น้ำตาขอผม ออกมาชำระความโง่เขลาของตัวเอง
ทำไมผมไม่เอะใจกับคำพูดของเธอที่ว่า 


ขอโทษนะแทน
ซีไม่อยากทะเลาะกับแทนซีอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขโดยมีแทนอยู่เคียงข้างนะ


ผมน่าจะรู้ว่าเธอไม่สบาย
ผมน่าจะไปอเมริกากับเธอ
ผมนั่งคิดสักพักแล้วก้อหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
   ในนั้นเขียนว่า
ถึงแทนที่ซีรัก อย่าโทษตัวเองนะที่ไม่มีเวลาให้ซี
อย่าโทษตัวเองนะว่าผิด
เรื่องนี้ไม่มีใครผิด และก้อไม่มีใครถูก ซีรักแทน
แทนก้อรักซี ถึงเรา 
2    คนจะไม่พูดแต่ซีก้อรู้สึกนะ
ถึงซีจะไม่อยู่แล้ว
    แต่ซีก้อยังคงอยู่ในใจแทนนะ
ซีรักแทนมาก มากเกินกว่าที่จะเขียนลงไปได้
ซีอยากจะบอกกับแทนว่ารักจากปากของซีเอง
    
แต่มันคงไม่มีเวลาแล้ว
    หลังจากที่ซีไปผ่าตัดแล้วผลออกมาล้มเหลว
ซีก้อป่วยมาตลอด ซีไม่ได้โกรธแทนนะ
แต่ซีไปหาแทนไม่ไหว ซีไม่อยากจะบอกให้แทนรู้
เพราะแทนกำลังตั้งใจกับงานที่ทำอยู่
สุดท้ายนี้ซีอยากจะบอกกับแทนว่า
ซีขอโทษซีอยู่กับแทนได้แค่นี้
 
ระยะเวลา
    9 ปีที่ซีอยู่กับแทนถึงมันจะน้อย
แต่ซีรู้สึกมีความสุขมากนะ
    ลาก่อนแทนที่ซีรัก 

ผมอ่านจดหมายเสร็จ
ผมก้อนั่งร้องไห้
    และคิดอยู่ตลอดเวลาว่า
ตอนนี้ผมมีทุกอย่าง
มีทุกสิ่งที่จะซื้อได้ด้วยเงิน!
แต่ผมกลับซื้อเวลาที่จะอยู่กับซีไม่ได้
แต่ถ้าผมซื้อเวลาคืนมาได้

นาที ผมจะบอกว่าให้ซีรู้ว่า ผมรักเธอมากแค่ไหน
ชั่วโมง    ผมจะรีบขับรถไปหาเธอแล้วบอกเธอว่าขอโทษที่จำวันเกิดไม่ได้นะที่รัก
วัน ผมจะอยู่กับเธอในวันเกิดที่ผมลื
เดือน ผมจะไปดูแลเธอที่อเมริกา
และ 
ปี ผมจะขอเธอแต่งงานและอยู่กับเธอ
ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ 
ปีก้อตาม 

ในชีวิตของคน ๆ นึง
    จะมีสักครั้งมั้ยที่จะได้พบรักแท้ในรักครั้งแรก
ชีวิตเราเกิดมาเพื่อใคร และเกิดมาทำไม
อย่างน้อยชีวิตของผมที่เกิดมา
ก้อได้รู้ว่าเกิดมาเพื่อใครและพยายามเพื่อใคร
    
สำหรับรักครั้งแรกของผมนั้นผมคิดว่าจะเป็นรักครั้งเดียวในชีวิตของผมที่ดีที่สุด
ถึงแม้ผมจะไม่ได้บอกกับซีว่า
    ผมรักซี
แต่ตอนนี้ผมจะบอกผ่านโพสต์นี้ไปถึงซีว่า
ผมรักซีมาก รักตั้งแต่วันแรกที่เจอ
ซีคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีได้ในวันนี้
เพราะฉะนั้นผมจะไม่รักใครอีกนอกจากเธอ
 


ซีจากผมไป 
ปี กับ อีก วัน
แต่เมื่อวานซีก้อยังทำให้ผมร้องไห้อีกจนได้ครับ
 

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวานตอนเย็น ผมกลับมาที่คอนโด
เพื่อเปลี่ยนชุดไปงานเลี้ยงของบริษัทที่ผมทำงานอยู่

(
หรือบริษัทของพ่อซีนั่นเอง)
ผมเลือกเสื้อสูทที่จะใส่ไปงาน
ในขณะที่ผมเลือกอยู่ผมก้อเหลือบไปเห็นเสื้อสูทสีม่วงผ้ากำมะหยี่
ผมเลยนึกขึ้นได้ว่าเสื้อตัวนี้
ซีเป็นคนซื้อให้ผมก่อนที่เธอจะไปรักษาตัวที่อเมริกา
แต่ผมไม่เคยใส่มันเลย
เพราะเคยลองใส่ดูแล้วมันดูเหมือนนั กสนุ๊กเกอร์อย่างไรไม่รู้
ผมเลยไม่ชอบ
แต่วันนี้ผมคิดถึงซีมาก
    ผมเลยหยิบสูทตัวนี้ขึ้นมาใส่
พอใส่เสร็จผมมีความรู้สึกว่ามีของอยู่ในกระเป๋า
ผมจึงล้วงลงไปหยิบ
    และเอามันขึ้นมาจึงรู้ว่ามันเป็นเทปคาสเซ็ทม้วนหนึ่ง
ด้วยความอยากรู้ว่ามันเป็นเพลงอะไรผมจึงตรงไปที่เครื่องเสียงแล้วเปิดมัน
เสียงแรกที่ผมได้ยินเป็นเสียงของ ซี
เธออัดเสียงของเธอลงในเทป
ต่อไปนี้จะเป็นคำพูดที่เธอพูดในเทปนะครับ


'
สวัสดีค่ะแทน นั่นแน่! แทนได้ฟังเทปแล้ว
แสดงว่าแทนแพ้พนันซีแล้วนะ
    เพราะแทนบอกว่าจะไม่มีวันใส่สูทตัวนี้ (เธอหัวเราะเบา ๆ)
ในที่สุดแทนก้อใส่สูทตัวนี้จนได้
 
เฮ้อ...! (เธอถอนหายใจ)
ตอนนี้เราจากกันนานหรือยังนะ
ขอโทษที่ซีพูดอย่างนี้นะ
ซีคิดว่าแทนคงได้ฟังเทปนี้ตอนที่ซีไม่ได้อยู่กับแทนแล้ว
แทนคิดถึงซีมั้ย
    คงคิดถึงล่ะสิ
แทนอยากรู้มั้ยว่าตอนนี้ซีอยู่ที่ไหน
ถ้าอยากรู้ทำตามที่ซีบอกนะ
แทนเปลี่ยนเทปไปฟังที่ต้นหน้า 
นะค่ะ'

แล้วเสียงซีก้อเงียบลง ผมจึงรีบกรอไปที่ต้นหน้า
แล้วเปิดฟัง
'
แทนค่ะ แทนทำตามที่ซีบอกนะค่ะ แทนหลับตาลงนะ'
แล้วผมก้อได้ยินเสียงคลื่น
แล้วก้อมีเสียงเธอพูดขึ้นว่า
 
'
แทน    ซีว่าเปลือกหอยอันนี้สวยจังเลยนะค่ะ
แล้วเธอก้อพูดขึ้นมาว่า 
'รู้มั้ยว่าตอนนี้เราอยู่กันที่ไหน '
ผมตอบกับตัวเองว่า
    ทำไมจะจำไม่ได้
เพราะเสียงที่ผมได้ยินนั้นมันมาจากม้วนวีดีโอ
ที่เราไปถ่ายตอนไปเที่ยวที่ พัทยา
แล้วเทปที่มีเสียงของซีก้อยังคงเล่นต่อไป
ซีเปิดวีดีโอ มีเสียงที่อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ
    ที่   ผมกับเธอไปเที่ยวกัน
เสียงของเธอในเทปก้อพูดขึ้นมาว่

ตอนนี้แทนรู้ยังค่ะว่า ซีอยู่ที่ไหน    ซีอยู่ในใจแทนนะ
เวลาที่แทนคิดถึงซี
    แทนก้อเปิดวีดีโอ หรือ รูปถ่ายของเราดูก้อได้นะ
และวันนี้ซีก้อจะรักษาสัญญากับแทนอีกเรื่องหนึ่งนะค่ะ
แทนจำได้มั้ย
    แทนเคยร้องเพลงให้ซีฟัง ซียังจำได้นะ
แต่จำชื่อไม่ได้ว่าเพลงอะไร
แต่จำเนื้อร้องได้ท่อนนึงนะ ท่อนที่ว่า 
' 

'
    เส้นทางชีวิตของฉัน
ถึงแม้ว่ามันไม่โรยด้วยกลีบดอกไม้
แต่มันเป็นทางที่ฉันเลือกเดินด้วยหัวใจ
เส้นทางชีวิตสายนี้จะขอพิสูจน์ด้วยแรงและกำลังใจ 
'
และอะไรต่อจำไม่ได้แล้วค่ะ
ร้องได้แค่นี้ค่ะ
พอแทนร้องเสร็จ
    แทนก้อบอกให้ซีร้องให้ฟังบ้างแต่ซีไม่ได้ร้อง
แทนเลยโกรธ แต่วันนี้ซีจะร้องให้ฟังนะ
    แทนฟังให้ดีนะ
ซีอาจจะร้องไม่เพราะเท่าไรนะคะ
ซีจะฝากบทเพลงนี้ไว้แทนใจนะ
    เมื่อไรที่แทนเหงาแทนจงฟัง
เพราะมันจะเป็นบทเพลงสุดท้ายไว้แทนใจ
เพราะตอนนี้เราคงต้องห่างไกลกันนะ ซีร้องแล้วนะ
 
(
แล้วเธอก้อร้องเพลง)

'
วันคืนที่เนิ่นนาน...
อาจผ่านชีวิตคน
อาจเปลี่ยนใจคนให้เวียนหมุนไป
ทำเราจากกันนาน
ไม่เคยโทษใคร
มันเป็นเงื่อนไขของกาลเวลา
วันวานของเรา
แม้มันไม่คืนกลับมา
แต่อยากจะบอกให้เธอรู้ว่า
ฉันยังห่วงใย
ใจก้อยังคิดถึงเธอ
เหมือนแต่ก่อนเป็นมาเสมอ
แม้ว่าเธอจากฉันไป
ฉันยังเฝ้าดู
และอยากจะรู้ความเป็นไป
เพราะว่าฉัน รักเธอดั่งเดิม เดิม
ถึงจะนาน
นานเท่าไร
ฉันขอพอใจขอเป็นอย่างเดิม
ไม่ต้องการจะทนเห็นเธอต้องเหนื่อย
ไม่ต้องการจะทนเห็นเธอลำบาก
ได้แต่คอยเอาใจช่วยเธอทุกอย่าง
อยากให้เธอมีโลกที่สวยงาม
รักเธอเสมอ
ยังไงซีก้อรักแทนนะคะ
'
สุดท้ายยย (เสียงของเธอผมรู้สึกได้เลยครับว่าเธอกำลังร้องไห้เพราะเสียงของเธอสะอื้น)
 

ซีอยากจะบอกแทนว่า แทนอย่าปิดกั้นตัวเองเพราะซีนะคะ
ซีอยากให้แทนเจอคนดีดี
    อย่าจบชีวิตตัวเองโดยไม่ใคร 
แทนเป็นคนดี
    แทนต้องได้เจอคนดีดี
ซีเชื่อว่าต้องเป็นเช่นนั้น
    ซีจะไม่โกรธถ้าแทนจะมีใครสักคน
แต่ซีจะโกรธถ้าแทน ปิดกั้นชีวิตเพราะซี
 
แทนคะ
    แทนอย่าทำให้ซีต้องเป็นห่วงนะคะ
แทนสัญญากับซีนะคะ
    ว่าจะไม่ปิดกั้นตัวเอง
ถึงซีจะไม่ได้ยิน
    แต่ซีจะเงียบให้แทนพูดนะคะ .......
ไม่มีเสียงจากเทปครับ ผมก้อเลยพูดออกไปตามอารมณ์นั้น
แทนสัญญา


ผมก้อนึกว่าเทปคงหมดหน้าแล้วจึงเอื้อมไปปิด
ผมถึงกลับสะดุ้ง
    และขนลุกทันที
ที่ได้ยินเสียงของซีออกมาจากเทปแล้วพูดว่า
ขอบคุณนะคะ
    ถึงซีจะไม่ได้ยิน
แต่ซีเชื่อว่าแทนคงจะรักษาสัญญากับซีนะคะ
ว้าเทปหมดแล้วค่ะ ซีรักแทนนะคะ..............


ช่วงเวลาที่ผมได้ยินคำขอบคุณจากเธอ
ผมยังรู้สึกว่าเธอยังอยู่ข้าง ๆ ผมเลย
ผมคิดถึงเธอมาก
ผมนั่งคิดว่าทำไมซีถึงเข้มแข็งได้ขนาดนี้
ผมนั่งร้องไห้ตั้งแต่ได้ยินเสียงคลื่นจากทะเลของวีดีโอแล้ว
แต่เสียงซีเพิ่งมาร้องไห้ ตอนร้องเพลงให้ผมฟัง
   
ทั้ง
        ที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตาย
ทำไมเธอไม่เคยบ่นว่าทรมาน
 
ทำไมเธอถึงพูดได้ขนาดนี้ให้ผมฟั
   
แล้วทำไมเธอยังเป็นห่วงชีวิตผมอีก
แล้วอย่างนี้ผมจะลืมเธอได้มั้ย
ผมจะเจอคนที่เป็นห่วง
    และรักผมได้อย่างนี้อีกมั้ย
แต่อย่างน้อยผมก้อยังรู้สึกได้ว่าเธอไม่ได้จากผมไปไหนไกล
แต่เธอยังอยู่กับผมใกล้ ๆ ในใจผมเสมอ
และแล้วผมก้อไปไม่ทันกล่าวพิธีเปิดงานเลี้ยงจนได้


พ่อของซีโกรธใหญ่เลย อิอิ


ท่านถามผมว่าไปทำอะไรมา
ผมแอบอมยิ้มแล้วตอบกับท่านว่า 


'
ผมนั่งฟังคนที่ผมรักพูดอยู่ครั'

พ่อซีได้ยินเท่านั้นแหละทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกไปเลยครับ
อิอิอิอิ
สายลมพัดไปแล้วไม่หวนมา
เหมือนกับชีวิตคน
    ตายไปแล้วก้อไม่ฟื้นขึ้นมา
ขึ้นอยู่กับว่าโลกสำหรับคนที่ตายนั้นมันเป็นอีกโลกนึง
แต่โลกสำหรับคนที่อยู่นั้นมันเป็นโลกแห่งความจริง
    
อย่ายึดติดกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน


และอย่าปิดกั้นในสิ่งที่เรียกว่ารักแท้


แต่จงยึดมั่น
    และเก็บความรู้สึกที่ดีไว้ให้กับรักแท้จะดีกว่า

มีพบก้อมีจากมันเป็นธรรมดา
 

C love Tan never die and forever but Tan forget me not…
Because C will alive in your heart
 

นั่นคือจดหมายฉบับสุดท้ายที่ซีเขียนให้ผม
   และแนบไว้ในกล่องใส่เทปคลาสเซ็

วันอังคาร, มีนาคม 02, 2553

คนมีโชคเพราะโชคดีหรือ

คนมีโชคเพราะโชคดีหรือ

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 14:59:01 น.  มติชนออนไลน์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1267171166&grpid=&catid=02

คนทั่วไปในโลกโดยเฉพาะคนไทยเชื่อว่าความมีโชคเป็นเรื่องที่เหนือคำอธิบาย กรรมในชาติที่แล้วมีส่วนร่วมกำหนดโดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีบทบาทสำคัญการช่วยให้โชคดีด้วย เช่น ถูกหวยเล่นการพนันได้ ฯลฯ หากเป็นนักแสดง นักกีฬาก็ดังขึ้นมาแบบระเบิด ฯลฯ


อย่างไรก็ดี มีนักวิชาการฝรั่งอธิบายเรื่องความโชคดีไว้อย่างน่าสนใจ และให้ความอุ่นใจในระดับหนึ่งว่าความมีโชคนั้นสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและบุคลิกอุปนิสัย


ศาสตราจารย์ Richard Wiseman แห่งมหาวิทยาลัย University of Hertfordshire (บางคนอาจจำชื่อได้ว่าเป็นคนเดียวกันกับที่จัดประกวดเรื่องตลกที่สุดในโลกบนเว็บเมื่อ 3-4 ปีก่อน) ในหนังสือชื่อ The Survivors Club (2009)เล่าเรื่องการทดลองและข้อสรุปที่ช่วยทำให้เข้าใจเรื่องความมีโชคมากขึ้น


การทดลองใช้คนจำนวนมากทั้งหญิงชายแข่งกันนับรูปภาพในหนังสือพิมพ์ บางคนนับเสร็จใน 2-3 วินาที บางคนนับเป็นนาที


สาเหตุที่บางคนนับไม่กี่วินาทีก็เสร็จ ไม่ใช่เพราะมีความสามารถในการนับเป็นเลิศ หาก Dr.Wiseman สอดแทรกข้อความด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่ไว้ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า "หยุดนับได้ ทั้งเล่มมี 43 รูป" และในอีกหน้าต่อมาก็มีข้อความตัวใหญ่ไว้อีกเช่นกันว่า "หยุดนับได้ และรีบไปบอกคนทดลองว่าพบข้อความนี้แล้ว และท่านจะได้เงิน 250 เหรียญ"


สิ่งไม่น่าเชื่อก็คือมีผู้ทดลองจำนวนไม่มากนักเท่านั้นที่เห็นสองข้อความนี้ระหว่างการนับกลุ่มที่พลาดมองไม่เห็นคือพวกเคร่งเครียดและจริงจังกับการนับมากจนมองไม่เห็นสองข้อความนั้นที่ไม่น่าจะมองข้ามไปได้


Dr.Wiseman สรุปว่าคนที่เห็นข้อความที่ให้หยุดนับทันที มีทางโน้มที่จะเป็นคนมีโชคเพราะเป็นคนเปิดกว้างต่อโอกาสรอบตัวที่อาจมาถึงแบบ Random


ส่วนคนที่มองไม่เห็นมีทางโน้มที่จะเป็นคนไม่มีโชค เพราะไม่สามารถคว้าโอกาสที่เปิดกว้างให้ตนได้


Dr.Wiseman สรุปว่าสำหรับบางคนนั้น แม้แต่ทำงานอื่นอยู่ก็ยังเปิดกว้างสำหรับโอกาสอื่นๆ ที่จะเข้ามาหาตนเอง นั้นคือเหตุผลสำคัญซึ่งอธิบายว่าเหตุใดสิ่งดีๆ จึงมักเกิดขึ้นกับคนเดิมเสมอในชีวิตประจำวันและในสถานการณ์ที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์อันตราย


ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเรียกกันว่าโชค


คนสองคนพักในโรงแรมห้องติดกัน คนหนึ่งเสียชีวิตจากไฟไหม้ แต่อีกคน "โชคดี" รอดมาได้ คนทั่วไปอาจมองว่าคนหลังโชคช่วยทำให้รอดมาได้ แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นว่าเป็นคนระแวดระวัง สังเกตอ่านผังทางหนีไฟของโรงแรมเสมอ ศึกษาข้อมูลเรื่องทำตัวระหว่างไฟไหม้อย่างไร จึงทำให้รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะโชคแต่เป็นเพราะเป็นคนเปิดกว้างต่อข้อมูลและโลกอยู่เสมอ


นักจิตวิทยาเรียกสิ่งที่ Dr.Wiseman พยายามทดลองนี้ว่า Inattentional blindness (การตาบอดอันเกิดจากการไม่ให้ความใส่ใจ) ซึ่งหมายถึงว่าไม่สังเกตเห็นสิ่งต่างๆ เมื่อไม่ได้ให้ความใส่ใจอย่างแท้จริงๆ


ตัวอย่างเช่นเราจมลึกอยู่ในบางอารมณ์จนไม่ได้ยินเสียงหรือตระหนักถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว (มนุษย์ประเภทหูถูกเสียบอยู่ตลอดเวลาต้องระวังเป็นพิเศษจากอันตรายรอบตัว เช่น ถูกรถชน) เราดูโทรทัศน์โดยไม่เห็นภาพสะท้อนบนกระจกจอทีวี การสอนหรืออบรมแบบ "ฟังแต่ไม่ได้ยิน" หรือหนักๆ ก็คือ "เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา"


Dr.Wiseman เชื่อว่านอกจากการมีชีวิตรอดจากรถที่วิ่งผ่านแยกไฟแดงเกือบชนรถตัวเองหรือสังเกตเห็นข้อความแทรกในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกปัจจัยสำคัญที่เป็นคำอธิบายนั่นก็คือ Neuroticism หรือแบบแผนของบุคลิกภาพ(personality trait) ของคนซึ่งทำให้โน้มเอียงไปทางการเป็นคนเครียด ร้อนรนกระวนกระวายและอ่อนไหวง่ายต่อความเครียด


คนที่เข้าข่ายมีดีกรีของ neuroticism สูง จะจริงจังเคร่งเครียด และเข้มข้นกับสิ่งที่ตนเองทำจนมองข้ามโอกาสที่เกิดขึ้นรอบตัวจึงมีทางโน้มที่จะเป็นคนขาดโชค


ในทางตรงกันข้ามคนที่มีดีกรี neuroticism ต่ำจะเยือกเย็นกว่า มีอารมณ์ผ่อนคลาย ไม่หวือหวา และอ่อนไหวต่อความเครียดน้อยกว่า จะไม่ทำงานด้วยความเครียดและกระวนกระวายเท่า


กลุ่มคนนี้จะเปิดตัวต่อความเป็นไปได้ต่างๆ ในชีวิตมากกว่า จึงเป็นคนชนิดที่เรียกว่ามีโชคอยู่เสมอ


Dr.Wiseman ต้องการศึกษาลึกกว่านี้ในเรื่องการมีโชคและไม่มีโชค โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างคนสองกลุ่มนี้ จากการทดลองอีกหลายลักษณะข้ามเวลา 10ปี ก็ได้ข้อสรุป ข้อดังต่อไปนี้ว่าเหตุใดสิ่งดีๆ จึงมักเกิดขึ้นกับคนเดิมเสมอ


ประการแรก คนโชคดีอยู่ในสภาพจิตใจที่ผ่อนคลายกับชีวิตโดยตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่เสมอ พวกเขาจะมองเห็นโอกาส (เพราะมองหาโอกาสอยู่แล้วด้วยการเปิดใจและเปิดโอกาสให้สิ่งเหล่านั้นเข้าหาตัวเขาได้ ตัวอย่างเช่น คนพบเงินตกบนถนนอยู่บ่อยนั้นเป็นเพราะเป็นคนช่างสังเกตหรือมองหาโอกาสจึงเห็นเงินที่ตกอยู่) ที่คนอื่นมองไม่เห็น มักเป็นกลุ่มคนที่ชอบสังคมมีเพื่อนฝูงมาก


ประการที่สอง คนโชคดีเชื่อในสัญชาตญาณของตนเองและมีการตัดสินใจที่ดีโดยไม่รู้ว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น คนโชคไม่ดีจะไว้ใจคนผิดและมักตัดสินใจผิดอยู่บ่อยๆ จากการสังเกตกลุ่มคนโชคดีพบว่าคนกลุ่มนี้อาศัยความรู้สึกข้างในของตนเองมากกว่ากลุ่มไม่มีโชคอย่างเห็นได้ชัด


ตัวอย่างเช่น หญิงคนหนึ่งสงสัยคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตามหลังตอนกลางคืนจะเป็นคนร้าย จึงระวังตัวและจอดให้รถผ่านไป สองวันต่อมาตำรวจเรียกรถคันนี้จอดและชายคนนี้ก็ยิงตำรวจตาย


มองเผินๆ อาจเห็นว่าเธอโชคดี แต่แท้จริงแล้วเธออาศัยความรู้สึกข้างในบอกเธอให้ระวังตัว


ประการที่สาม คนโชคดีมองโลกในแง่ดีเสมอ มักบากบั่นต่อสู้เมื่อล้มเหลวและมีความสามารถในการฟื้นตัวกลับขึ้นมาเสมอ คนมีโชคจะคาดว่าสิ่งที่ดีจะเกิดขึ้นกับตนเอง และเชื่อว่าไม่ว่าอะไรที่ร้ายแรงในชีวิตเกิดขึ้นก็ตามในที่สุดแล้วก็จะคลี่คลายไปในที่สุดเสมอ โลกสำหรับคนเหล่านี้จะงดงามและสดสวย ซึ่งตรงข้ามกับกลุ่มคนโชคไม่ดีซึ่งคาดหวังว่าไม่ว่าทำอะไรก็จะล้มเหลว โลกของกลุ่มคนนี้มืดหม่นและมืดดำ


Dr.Wiseman ให้คนสองกลุ่มเล่นเกม Puzzle ซึ่งไม่มีทางได้คำตอบเลย เมื่อเล่นไปสักพักร้อยละ 60 ของกลุ่มคนโชคไม่ดีบอกว่าเกมนี้ไม่มีคำตอบ ในขณะที่มีร้อยละ 30 ของกลุ่มคนโชคดีที่บอกอย่างเดียวกัน โดยสรุปก็คือกลุ่มคนไม่มีโชคยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม


ประการที่สี่ กลุ่มคนโชคดีมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนโชคร้ายให้เป็นประโยชน์


Dr.Wiseman เชื่อว่าปัจจัยตัวนี้มีบทบาทสำคัญที่สุดใน ตัวในการมีโชคจนทำให้สามารถรอดชีวิตจากภัยอันตรายมาได้


ความเห็นของ Dr.Wiseman ตรงกับความเชื่อของ Dr.Al Siebert ผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญของอเมริกาในเรื่องจิตวิทยาของการเอาชีวิตรอด ซึ่งศึกษาบุคลิกภาพของการเป็นผู้รอดชีวิต (Survivor Personality) และพบว่าทักษะสำคัญยิ่งในการเอาชีวิตรอดคือ การมีทักษะสร้างโชคที่จะพบสิ่งดีๆ โดยไม่คาดฝัน (Serendipidity Talent) กล่าวคือเมื่อประสบภัย พวก "โชคดี" (ผู้สามารถเอาชีวิตรอดได้เป็นเลิศ) ไม่เพียงแต่ต่อสู้กับภัยได้ดีเท่านั้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงภัยร้ายเป็นประโยชน์ได้ด้วย


ใครที่ดูภาพยนตร์ชุด Mclver จะเห็นความสามารถในการคิดแก้ไขปัญหาและอุปสรรคอย่างไม่หวั่นไหวด้วยการนำสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ บุคลิกภาพเช่นนี้ทำให้สามารถอยู่รอดได้อย่างดี จนดูเหมือนว่าเป็นคนมีโชคเหนือคนอื่นๆ


Dr.Wiseman เชื่อว่าในเรื่องการมีโชคสิ่งที่อธิบายไม่ได้เกี่ยวกับความมีโชคมีอยู่แค่ร้อยละ 10 เท่านั้น อีกร้อยละ 90 มีรากฐานมาจากวิธีการคิดของคน คนที่เคร่งครัดกับชีวิตจนเกินไปจะมองไม่เห็นสิ่งอื่นๆ ที่เป็นโอกาสเข้ามาหาตัว และถึงเข้ามาหาตัวเองก็ไม่พร้อมเพราะไม่เคยเตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้านี้


ข้อค้นพบทางวิชาการนี้ทำให้เราพอสบายใจขึ้นได้บ้างกระมังว่าใครก็อาจมีโชคได้โดยไม่ต้องรอให้ขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ภายนอก ความมีโชคทำให้เกิดขึ้นได้ในขอบเขตหนึ่งด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการมองโลกและบุคลิกภาพ


ทุกสิ่งในโลกที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลอธิบายมันได้ทั้งสิ้น แม้แต่ความไร้เหตุผลก็ตาม


/ ขอบคุณพี่เจี๊ยบ ส่งให้อ่าน